จั่วหัวแบบนี้ ไม่ได้มีปัญหาแบบว่าไปทำผู้หญิงท้องหรือว่ามีปัญหากับเด็กอะไรหรอกนะฮะ
แต่ช่วงสัปดาห์นี้ไม่รู้มีปัญหาอะไรกับลูกบิดประตูห้องนักหนา หาเรื่องเสียเงินได้บ่อยมากๆ
เริ่มตั้งแต่วันพุธปล่อยผีแล้ว กะว่าจะไปเอารางวัลที่ได้บัตรดูฟุตซอล (ปล.ฟุตซอลโลกไทยเป็นเจ้าภาพนะจ๊ะ อย่าลืมไปดู) ที่อสมท. ก็กะว่ากลับห้องมาแล้วปั่นจักรยานไปเอาดีกว่า
โทรนัดเรียบร้อย แล้วก็ล็อกห้อง ปิดประตู
นึกขึ้นได้ “กูลืมเอากุญแจออกมา!”
ด้วยความเครียดบวกแค้น ทำอะไรไม่ถูก เลยบิดตัวลูกบิดมันซะ
บิดเท่าไหร่ก็เปิดไม่ได้ แถมดูท่ากลอนคงพังแหงๆ มันเริ่มงอแล้ว เปิดได้สักพักหยุดก่อนดีกว่า
ลงไปข้างล่างพร้อมโทรไปหาที่บ้านว่าเอายังไงดี ไอ้ครั้นจะจ้างช่างมาก็เสียตั้ง 500 ไม่คุ้มๆ (แล้วค่าลูกบิดใหม่ล่ะวะ?)
สุดท้าย กลับขึ้นห้อง บิดใหม่อีกรอบ สุดท้ายก็เข้ามาจนได้ (พร้อมกับเสียลูกบิดไป 1 อัน) แล้วก็ปั่นจักรยานไปเอาของอย่างสบายใจ…
วันเสาร์ ซื้อลูกบิดใหม่ (แต่รุ่นเก่า) เปลี่ยนเรียบร้อย ลั้นลาไปเรื่อยๆ
จนเริ่มค่ำกะว่าจะไปหาอะไรกินสักหน่อย ติดต่อจองอะไรเรียบร้อย ก็หยิบกุญแจ (คราวนี้ไม่ลืมแล้วนะ) ล็อกห้อง ออกจากห้องไป
นึกขึ้นได้ เอาไฟท้ายมาชาร์จนี่หว่า ลืมหยิบออกมา กลับไปที่ห้องใหม่
อ้าวฉิบหาย เปิดห้องไม่ได้
นึกขึ้นได้ “นี่มันลูกกุญแจดอกเก่านี่หว่า” (คือเปลี่ยนลูกบิดใหม่แล้ว แต่ว่าลืมเอากุญแจจากลูกบิดใหม่ใส่ในพวง)
แต่คราวนี้เฉยๆ ล่ะ เริ่มมีประสบการณ์ (สดๆ ร้อนๆ ด้วย) ลงไปถามข้างล่างว่าช่างเขาพร้อมใหม่ (พร้อมตลอด 24 ชม.) โอเค ไปกินข้าวก่อนก็ได้ กลับมาค่อยโทรเรียกช่างมา
กลับมาเกือบๆ เที่ยงคืน โทรตามช่างมา มาถึงเกือบๆ เที่ยงคืนครึ่ง
แล้วช่างก็ลงมือสะเดาะลูกบิดเจ้าปัญหา (ที่ยังใหม่และซิงมาก ยังไม่เคยโดนเสียบด้วยซ้ำ ซิงจริงๆ)
15 นาทีผ่านไป…30 นาทีผ่านไป,,,1 ชั่วโมงผ่านไป ก็ยังไม่มีวี่แววจะเปิดออกได้
เข็มสั้นไปถึงเลข 2 ช่างพูดออกมาสั้นๆ “ยอม” เลยเข้าไปจัดการซะ บิดแรงๆ ไป 1 ที ประตูสวรรค์ก็เปิดออกแล้ว…
กูต้องซื้อลูกบิดใหม่อีกแล้วใช่ไหมเนี่ย…
ปล.แต่ต้องของคุณพี่ช่างมากนะครับ มาไกลจากปากน้ำเลย แถมไม่คิดเงินด้วย (ดีๆ นึกว่าจะได้เสีย 2 ต่อ)
ปล2.ลูกบิด (เขาควาย) ตัวนี้ดีมากนะครับ พิสูจน์ได้แล้วว่าทนต่อการงัดแงะมาก ช่างยังต้องยอม
แต่ว่า มันไม่ทนต่อการใช้กำลังกับมันเลยนะฮะ บิดไม่ถึง 2 นาทีมันก็พังแล้ว
ตกลงว่ามันดีหรือมันไม่ดีกันแน่วะเนี่ย…
Tags: ลูกบิด
เข้าสู่ฤดูเปิดเทอมใหม่ทีไร ก็เป็นฤดูกาลของการพูดถึงระเบียบเครื่องแต่งกายสำหรับนิสิตชั้นปีที่ 1 ทุกครั้ง (ซึ่งมันก็น่าเบื่อนะ) แต่ก็ทำยังไงได้ ในเมื่อคณะของเรายังมีอะไรที่ไม่เหมือนกับชาวบ้านชาวเมืองเขาอยู่

มานั่งไล่ข้อดี – ข้อเสียเลยดีกว่า…
ข้อดี
ข้อเสีย
สรุป
Tags: นิสิต, นิเทศศาสตร์, เครื่องแต่งกาย
เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จัก ME by TMB บริการบัญชีเงินฝากรูปแบบใหม่แล้วนะครับ
ถ้ายังไม่ทราบ หลักการคือเป็นบัญชีที่ไม่มีสมุด ไม่สามารถทำรายการเคาท์เตอร์ได้ ไม่สามารถถอนเงินสดจากบัญชีตรงๆ ได้ เวลาทำรายการทำผ่านเครื่องหรือออนไลน์ทั้งหมด (มีโทรศัพท์ด้วย)
ทีนี้เวลาจะทำการเปิดบัญชี ก็ต้องมีสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารใดก็ได้มาผูกกับบัญชีนี้ เพื่อใช้สำหรับโอนเงินเข้า-ออกจากบัญชี
ปัญหาคือเขาต้องการสมุดบัญชีเงินฝากนะสิ (ถึงแม้ภายหลังจะเพิ่ม Statement ด้วย) ถ้าบัญชีไม่มีสมุดล่ะ?
(ขณะเริ่มเขียนเป็นเวลา 23:04 บนถนนพหลโยธิน เขตจังหวัดนครสวรรค์)
ผมกำลังเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยรถทัวร์…
นี่คงเป็นการนั่งรถทัวร์ขึ้นจังหวัดทางภาคเหนือเป็นครั้งแรกในชีวิต…
แน่นอน อะไรที่เป็นครั้งแรกมันน่าสนใจเสมอ (แต่ไม่รู้ว่า บางอย่างครั้งแรกมันน่าสนใจหรือเปล่านะ ไม่เคยลอง ฮ่า)
ปกติเวลาเดินทางทางรถยนต์ ผมชอบที่จะนั่งหน้าเสมอครับ
อาจด้วยเหตุผลที่ป้องกันการเมารถส่วนนึง (ไม่รู้มันช่วยหรือเปล่า) แต่อีกเหตุผลคือมันได้ดูเส้นทางต่างๆ ที่ผ่านด้วย
ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุผลของอะไรเหมือนกัน เหอะๆ
ตอนเด็กๆ เวลาเข้ากรุงเทพฯ ก็จะสนุกกับการดูบรรยากาศสองข้างทางถนนมิตรภาพ
มีคนบอกว่าถ้าใกล้จะถึงจุดหมายเมื่อไหร่ ดูจากไอ้ปิง มันหลับตอนไหนแสดงว่าใกล้ถึงแล้ว
- จำได้ว่าชอบสองข้างทางช่วงพ้นตัวเมืองโคราชไปแล้ว ดูมันเป็นเมืองดี ไม่เหมือนช่วงก่อนเข้าเมือง มีแต่ป่า…ดูบรรยากาศของเขื่อนลำตะคอง โค้งสวยๆ
- จำได้ว่าแยกมิตรภาพที่จะเข้าพหลโยธินเดิมชื่อภาษาอังกฤษคือ Friendship (เก๋มาก…)
- จำได้ว่าเมื่อพ้นทางเข้าวงแหวนฝั่งตะวันตกแล้ว ก็เริ่มเห็นตัวเมืองมากขึ้นๆ
- แต่ก็จำไม่ได้สักทีว่านวนคร,โรงกษาปณ์,มธ.รังสิต อะไรมาก่อนกัน…
จริงๆ การสังเกตสองข้างทาง (รวมถึงการดูแผนที่) มันมีประโยชน์นะครับ
- เรื่องแรกคือ เป็นตัวช่วยเพื่อนๆ ได้ว่าตอนนี้อยู่ไหนแล้ว (โดยเฉพาะเวลาไปเที่ยว บางคนเล่นหลับตลอดทาง)
- เรื่องต่อมา มันเอามาประยุกต์ใช้ในกรุงเทพฯ ได้ครับ โดยเฉพาะเวลาขึ้นรถเมล์
เห็นป้ายบอกเส้นทางก็พอรู้ว่ามันวิ่งไปเส้นไหน เอาตัวรอดได้… (แต่ก็ไม่เข้าใจ ทำไมป้ายบอกเส้นทางรถเมล์บางสาย มันบอกเส้นทางน้อยมาก กลัวคนขึ้นมันรู้หรือไง!)
รถออกจากกรุงเทพฯ มาได้ 3 ชั่วโมงล่ะ เส้นทางที่ผ่านมันก็มากขึ้นๆ พร้อมกับเส้นทางและหมายเลขบนป้ายตราครุฑที่ได้จดจำและเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ
ว่าแต่ บางทีจะจำไปทำไมเนี่ย!
ปล.บล็อกนี้เขียนบนรถนี่แหละฮะ ว่างจัด ไม่หลับไม่นอน!
Tags: เดินทาง, เรื่อยเปื่อย
หลังจากงาน f8 Facebook ก็มีของเล่นใหม่ขึ้นมากับหน้า Profile อีกแล้ว
มันก็คือ Timeline นั่นเอง
ตอนนี้ก็ลองมาจิ้มๆ เล่นๆ ดูล่ะ ลองไล่ประเด็นที่พอคิดได้บ้างดีกว่า
นึกไม่ออกล่ะ เดี๋ยวค่อนต่อภาคสองแล้วกัน
ว่าแต่ กี่เรื่องแล้วที่มึงบอกจะต่อภาคสองแล้วไม่เคยมาต่อ???
ปล.ดูในคลิป มีภาพตั้งแต่ 1974 เอ่อ 1974 มี Facebook แล้วเหรอครับ??? (อย่าว่าแต่ Facebook เหอะ อีตาซักมันยังไม่เกิดเลย!) มันเข้าไปแก้ไขอดีตได้นี่เอง โธ่…
Tags: facebook
ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไรครับ เกิดความรู้สึกขัดแย้งภายในตนเองขึ้นมาซะอย่างนั้น…
จริงๆ ความขัดแย้งมันก็เกิดขึ้นมานานล่ะ เพียงแต่ไม่ได้สรุปออกมาเป็นตัวอักษรยาวๆ แบบนี้เท่านั้น
ไหนๆ ก็ไหนๆ ล่ะ เก็บไว้นานๆ มันก็จะระเบิดออก ก็ระบายทางนี้แล้วกัน (เผื่อให้คนมาด่าให้มันเกิดสติบ้าง)
ไล่มาเป็นข้อๆ เลยดีกว่า
คือมันเกิดความรู้สึกที่ว่า เพื่อนตอนมัธยม กับเพื่อนตอนมหาลัย มันมีพฤติกรรมที่แสดงออกไม่เหมือนกัน
ความรู้สึก และพฤติกรรมที่แสดงออกไปต่อกลุ่มเพื่อนทั้งสองมันแตกต่างกัน (เกือบๆ สิ้นเชิง)
ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนไม่ให้เกียรติชาวบ้านนะครับ แต่ว่าพอการกระทำมันไม่เหมือนกัน แล้วมันรู้สึกขัดๆ ตัวเอง ไม่เข้าใจเหตุผล
จะบอกว่ากลุ่มเพื่อนที่คบมันอยู่ต่างช่วงอายุกัน อันนี้ก็อาจมีส่วน แต่การแสดงออกบางอย่างมันไม่เกี่ยวกับอายุหนิ
หรืออาจเพราะความสนิทกับกลุ่มเพื่อนทั้งสองกลุ่มมันต่างกัน? การแสดงออกเลยไม่เหมือนกัน?
น่าคิดนะ…
(พิมพ์ถึงเรื่องนี้พาลให้คิดถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเพื่อนที่เหมือนต่างกันไป เหมือนไม่ได้เป็นเพื่อนกันเพราะนิสัยหรือบุคลิก การพูดคุย แต่เป็นเพื่อนกันเพราะผลประโยชน์บางอย่างมากกว่า)(เหมือนว่าเพื่อนที่พบเจอ คุยกันได้ไม่สนิทใจเหมือนเก่า?)
คงเป็นที่ความอิจฉา อยากได้อยากเป็นด้วย
หรืออาจจะเป็นเหตุผลเรื่องความเคารพ ที่รุ่นน้องต้องเคารพรุ่นพี่ (แต่แม่งอายุเท่ากูเนี่ยนะ ทีเพื่อนอายุมากกว่ามึงกูยังเป็นเพื่อนมันได้เลย…)
บางคนก็บอกว่าอายุไม่สำคัญเท่าวุฒิภาวะ มันก็จริง แต่จะเอาอะไรล่ะวัดวุฒิภาวะ ไม่มีอะไรที่เป็นมาตรฐานได้เลย
อาจเป็นเพราะยึดมั่นถือมั่นกับเรื่องอายุมากเกินไปล่ะมั้ง (ด้วยความคิดที่ว่า บ้านเมืองเราเอาอายุเป็นเกณฑ์ในการทำอะไรหรือไม่ทำอะไรนี่หว่า…)
และนี่แหละครับ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไม่อยากซิ่ว…
ตอนนี้มี 2 เรื่องหลักๆ นี่แหละที่ยังขัดแย้งในใจ หาคำตอบแน่นอนไม่ได้จริงๆ
จะมีใครมาตีหัวให้ผมคิดได้บ้างครับ?
Tags: มหาวิทยาลัย, เพื่อน
ช่วงฟุตบอลโลกปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ ใครที่ติดจานดาวเทียมที่รับสัญญาณระบบ C-Band (จานดำ) คงจะจำกับกรณีจอมืดได้
หลังจากกรณีนั้น ก็เหมือนว่าทุกรายการถ่ายทอดสดฟุตบอลที่ฉายทางฟรีทีวีจะเริ่มตระหนักถึงกรณีนี้ โดยบล็อกสัญญาณมันทุกรายการเลย ทั้ง Euro U-21 , Women’s World Cup , Copa América , U-17 World Cup ทำเอาคนดูจานดำเซ็งถ้วนหน้าที่ต้องเจอจอฟ้าบ้าง จอเขียวบ้าง โอ้…
![]()
แต่กระนั้น ยังมีรายการฟุตบอลรายการหนึ่งที่ยังไม่ถูกบล็อก ไม่รู้ว่าเขาคิดไม่ถึงหรือเขาจงใจ
นั่นก็คือ UEFA Champions League ที่ฉายทางช่อง 3 กับ 7 นี่แหละ
ฤดูกาลที่แล้ว (2010-2011) คนติดจานดำก็ได้ดูกันถ้วนหน้า (ยังจำได้ว่ายังช้ำใจกับนัดชิงอยู่…)
แต่ไม่แน่ใจว่าฤดูกาลนี้ เขาจะระลึกชาติได้ แล้วก็ทำการบล็อกสัญญาณหรือเปล่า…
หวังว่าเขาคงคิดไม่ถึงหรอก คนติดจานดำจะได้ดูได้ ไม่ต้องมานั่งเซ็งดูจอเขียวๆ ฟ้าๆ แทนที่จะได้ดูบอลนะ…
ปล.ตั้งแต่ย้ายมานอนที่ใหม่ เดิมที่มีเคเบิลดูสบายๆ ก็เหลือแต่จานดาวเทียมธรรมดา กับติดทุยวิชั่ว ซึ่งแพงฉิ_หายเลย…จะติดเคเบิลท้องถิ่นก็ไม่ได้ เพราะเขาเลือกทุยไปแล้ว
ปล2.เดี๋ยวแม่ซื้อกล่องความฝันมาใช้ซะเลย ฮี่ๆ
Tags: จานดาวเทียม, ฟุตบอล, เคเบิล
“จุฬาฯ ตั้งเป้า 2 ปี สู่ ม.สร้างเสริมสุขภาพ บังคับปี 1 ทำกิจกรรมอาสา บันทึกลงทรานสคริปต์”
“จุฬาฯ ตั้งเป้า 2 ปีสู่ “มหา’ลัยสร้างเสริมสุขภาพ” เต็มตัว อธิการฯ เผย ปีหน้านิสิตปี 1 ทุกคน ต้องเน้นกิจกรรมอาสา อย่างน้อย 10 ชั่วโมง/ปี เป็นเวลา 3 ปี บันทึกลงทรานสคริปต์ หวังกระตุ้นการมีจิตสำนึก+จิตอาสา เตรียมถกหามาตรการหากนิสิตไม่ปฏิบัติตาม จะไม่ให้จบการศึกษาหรือไม่”
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000006624
————————————————————————————————————————————————-
นี่คือหัวข้อข่าวจากเว็บไซต์ข่าวเว็บหนึ่ง ที่ระบุว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะนำเรื่องของการทำกิจกรรม “จิตอาสา” มาบังคับใช้กับนิสิตชั้นปีที่ 1 ระดับปริญญาตรี ในปีการศึกษา 2554 โดยจะต้องทำกิจกรรมที่เป็นกิจกรรมอาสา จำนวน 10 ชั่วโมง/ปี เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยมีการระบุว่ารูปแบบของกิจกรรมจะเป็นการรวมกลุ่มกับเพื่อน หรือคณะ หรือมหาวิทยาลัย มีการบันทึกลงในเมื่อสำเร็จการศึกษา
โดยทางอธิการบดีจุฬาฯ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล ได้ให้ความเห็นว่า “การบันทึกความดีลงทรานสคริปต์จะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการไปสมัครงาน ซึ่งจะทำให้นายจ้างเห็นได้ว่านิสิตนอกจากจะขยันเรียนแล้ว ยังทำประโยชน์ให้แก่สังคมด้วย เพื่อให้สมกับเกียรติภูมิจุฬาฯ คือ เกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าจะเป็นปีแรกในการดำเนินการ หากนิสิตคนใดไม่สามารถปฏิบัติได้ตามที่กำหนดก็อาจจะยังไม่มีการดำเนินการ อะไร แต่จากการหารือร่วมกับคณบดีคณะต่างๆ ในเบื้องต้น มีบางรายได้เสนอว่าหากไม่ถึงอาจจะไม่ให้จบการศึกษา แต่ประเด็นนี้จะเป็นข้อสรุปหรือไม่คงต้องหารือกันต่อไป”
ฟังดูแล้วคำว่า “จิตอาสา” เหมือนจะเป็นคำใหม่ที่ดูแปลกหูสำหรับคนไทย และถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย (เหมือนกับคำว่า “โลกร้อน” และ “พอเพียง” ที่ถูกนำมาใช้เป็นกระแส จนอาจถูกบิดเบือนความหมายออกไป)
แต่เมื่อมองดูแล้ว “จิตอาสา” ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อย่างที่หลายๆ คนคิด แต่มันก็คือการทำกิจกรรมที่ผู้ทำลงไปเป็น “อาสาสมัคร” หรือการ “ทำความดี” นั่นเอง
หากจะอ้างอิงความหมายของ “จิตอาสา” หรือ “อาสาสมัคร” ก็อยากจะอ้างถึงวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่ให้ความหมายไว้ว่า “การมีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น” และ “การใช้แรงงานและกายทำเพื่อส่วนรวม”
กิจกรรมจิตอาสา หรืออาสาสมัครก็มีให้เห็นอยู่มากมายหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่นในกรณีที่มีเหตุด่วนเหตุร้าย หรือภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้น ก็จะพบกับกับกิจกรรมเหล่านี้ เช่น การบริจาคโลหิตเมื่อมีข่าวการขอรับ การลงไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในเหตุภัยพิบัติต่างๆ หรือการแจ้งเบาะแสของโจรผู้ร้ายให้แก่เจ้าหน้าที่บ้านเมือง
หรือการทำความดีเล็กๆ น้อยๆ เช่นการช่วยจูงเด็กหรือผู้สูงอายุข้ามถนน การให้ที่นั่งผู้อื่นบนรถโดยสาร การทิ้งขยะลงถังก็ถือเป็นการทำความดีเช่นกัน
ล่าสุดที่จุฬาฯ จะนำเอาเรื่องการนับชั่วโมงกิจกรรมมาใช้ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งในนโยบายที่ทางผู้บริหารต้องการให้นิสิตที่จบออกไปนั้นมีคุณภาพ มีการทำประโยชน์แก่สังคมในด้านต่างๆ
————————————————————————————————————————————————-
เมื่อมามองในกรณีที่จุฬาฯ จะนำการเก็บชั่วโมงกิจกรรมมาใช้ แน่นอนว่าในทางทฤษฎีนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของตัวนิสิต รวมไปถึงมหาวิทยาลัย
แต่ในทางปฏิบัติ ยังพบข้อปัญหาอีกหลายประการที่จะต้องหาแนวทางในการจัดการให้เป็นมาตรฐานได้
1. การนับจำนวนชั่วโมงกิจกรรม
จุฬาฯ ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการทำกิจกรรมค่อนข้างมาก ทั้งกิจกรรมของมหาวิทยาลัย กิจกรรมคณะ การรวมกลุ่มของนิสิตด้วยกันเองในการทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งกิจกรรมของนิสิตที่ทำในนาม “สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”
- การกำหนดชั่วโมงในแต่ละกิจกรรมจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น เช่นหากไปทำค่ายพัฒนาชุมชน 9 วัน จะได้จำนวนชั่วโมงเท่าใด หากทำกิจกรรมภายในคณะ จะนับเป็นชั่วโมงกิจกรรมหรือไม่ หรือแม้กระทั่งไปร่วมงานที่ทางสโมสรนิสิตฯ เป็นผู้จัด จะได้จำนวนชั่วโมงเท่าใด
- จากด้านบน จะให้หน่วยงานใดเป็นผู้กำหนดจำนวนชั่วโมงกิจกรรม จะให้ทางผู้บริหาร คณบดี อาจารย์ หรือนิสิตด้วยกันกำหนดจำนวนชั่วโมงที่จะได้รับ และจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจำนวนชั่วโมงที่ได้รับนั้นเหมาะสมแล้ว
2. ประเภทของกิจกรรม
กิจกรรมประเภทสันทนาการที่จัดขึ้น เช่น กิจกรรมรับน้อง กิจกรรมสำรวจจุฬาฯ หรือกิจกรรมที่เป็นงานพิธีต่างๆ เช่น พิธีรับปริญญาบัตร พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนฯ ซึ่งไม่มีลักษณะของการเป็นกิจกรรมอาสา จะมีการนับจำนวนชั่วโมงหรือไม่
รวมทั้งหากเป็นกิจกรรมอาสา แต่ไม่ได้มีการรวมกลุ่มของนิสิตกันไป (ไปทำคนเดียว) จะถือว่าเป็นการทำกิจกรรมอาสาและได้นับจำนวนชั่วโมงหรือไม่
3. มาตรการในการควบคุมการปฏิบัติ
การให้สัมภาษณ์ของอธิการบดี ได้มีการกล่าวถึงการประชุมคณบดี ซึ่งมีคณบดีบางท่านได้ให้ความเห็นว่าอาจมีมาตรการถึงขั้นไม่ให้จบการศึกษาหากปฏิบัติไม่ครบจำนวนชั่วโมง
นี่กลายเป็นว่าการทำ “กิจกรรมอาสา” หรือ “จิตอาสา” ต้องเป็นการบังคับกันแล้วหรือครับ?
ชื่อกิจกรรมก็บอกแล้วว่าเป็น “จิตอาสา” แต่มีการบังคับว่าต้องทำให้ได้เท่านั้นเท่านี้ ดูแล้วมันแปลกๆ นะครับ
และหากมีการกำหนดชั่วโมงออกมา จะมั่นใจได้อย่างไรว่านิสิตได้ไปทำกิจกรรมจริงๆ มีประโยชน์ต่อสังคมจริงๆ ไม่ได้เป็นการทำไปเพื่อหวังชั่วโมง ทำแบบผ่านๆ ไปให้มันพ้นๆ ไม่ได้ทำอย่างจริงจัง
4. Activity Transcript
ก่อนหน้าที่จะมีการกำหนดนโยบายเรื่องจิตอาสา จุฬาฯ ก็มีการบันทึกการทำกิจกรรมต่างๆ ของนิสิตในรูปของ Activity Transcript (A.T.) ซึ่งเมื่อมองแล้วอาจจะบอกได้ว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการประชาสัมพันธ์ที่ไม่ทั่วถึง (นิสิตบางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร และมันมีด้วยหรือ) และประโยชน์ในการนำไปใช้ยังไม่ค่อยมีมากนัก
จึงเป็นที่น่าตั้งคำถามว่า มาตรการเดิมก็มีแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ จะนำมาตรการใหม่มาใช้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ หากมีแนวทางในการปฏิบัติเช่นเดิม
————————————————————————————————————————————————-
หากมองดูแล้ว การนำมาตรการชั่วโมงกิจกรรมมาใช้ในการสำเร็จการศึกษานั้น มองดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องที่ดี
แต่หากกมองอีกมุมหนึ่ง เรื่องของการทำกิจกรรมอาสา เป็นเรื่องของ “จิตสำนึก” ของแต่ละบุคคลที่พึงจะปฏิบัติอยู่เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว
หากมีการ “ปลูกจิตสำนึก” ในเรื่องของการทำกิจกรรม “จิตอาสา” เป็นพื้นฐานของนิสิตแล้ว ไม่ต้องมีสิ่งใดๆ มาบังคับหรอกครับ ทุกคนก็พร้อมทีจะปฏิบัติอยู่แล้ว
แต่หากใช้การบังคับ จะมั่นใจได้อย่างไรว่ากิจกรรมที่พวกเขาทำนั้น เป็นกิจกรรม “จิตอาสา” ที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง
ไม่เช่นนั้น มันก็อาจเป็นเพียง “ของเล่นชิ้นใหม่” สำหรับผู้บริหารในการสร้างภาพให้ดูดีเท่านั้นเอง…
ตอนนี้ก็มาถึงช่วงเวลาการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยกันของเด็กม.6 ปีนี้อีกแล้ว
รวมทั้งเด็กที่พลาดหวัง หรือต้องการแก้ตัว ขอคัดเลือกเข้าคณะที่ตัวเองต้องการอีกครั้ง
หลักจากที่ตัวเองหลีกหนีความไม่แน่นอนในอนาคต โดยเลือกคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ โดยวิธีรับตรง (ทั้งๆ ที่กูอุตส่าห์เลือกต่อจากเศรษฐศาสตร์กับบริหาร) แทนที่จะเอาเศรษฐศาสตร์ มธ. ที่เหมือนว่าจะอยากเรียนในคณะนี้มากกว่า แต่ดันอยากไปตลาดสามย่านมากกว่าตลาดไทซะอย่างนั้น (ไม่รู้คิดถูกหรือคิดผิดที่เลือกตลาดสามย่าน เฮ้อ)
———————————————————
หลังจากที่ผ่านไปเกือบ 1 ปี กับคณะนิเทศศาสตร์
ความรู้สึกที่เข้าไปช่วงแรกๆ บอกกับตัวเองเลยว่า “กูจะซิ่วแน่” เพราะสภาพในเทอมแรกที่เข้าไป มันไม่ใช่สิ่งที่คิดไว้กับตอนแรกเลย
รวมทั้งเพื่อน รุ่นพี่ กิจกรรมและวัฒนธรรมบางอย่างที่อยู่ภายใน มันทำให้ไม่มีความสุขเลยที่จะอยู่ในคณะ
พอผ่านมาเทอมสอง เหมือนมันมีอะไรบางอย่างที่บอกกับตัวเองว่า “เฮ้ย มึงไม่ต้องซึ่วหรอกว่ะ”
มันอาจจะเป็นความกลัว อาจจะเป็นความเคยชิน หรืออาจจะเป็นอะไรก็ตามที่ทำให้เกิดความคิดนี้ขึ้นมา
———————————————————
แต่พอเวลาผ่านมาถึงตอนนี้ มีกระแสหลายทางเหลือเกินที่อยากให้กลับไปเริ่มต้นใหม่ในการเรียนมหาวิทยาลัย
กระแสกดดันภายนอกมันส่งผลถึงจิตใจว่า “เอ๊ะ จะเอายังไงกับชีวิตดี”
———————————————————
ไหนๆ ก็ไหนๆ มาดูข้อดีข้อเสียในการซิ่วกับไม่ซิ่วดีกว่า
ซิ่ว
ข้อดี
ข้อเสีย
ไม่ซิ่ว
ข้อดี
ข้อเสีย
———————————————————
สรุปสุดท้าย
ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะ
สุดท้าย คนที่จะตัดสินใจในชีวิตต่อไป คือ ตัวกูเอง
ฉะนั้น เลือกได้แล้วนะโว้ย!!!
Tags: นิเทศศาสตร์, มหาวิทยาลัย, เศรษฐศาสตร์
ความรู้สึกตอนนี้เป็นอะไรที่มันบอกไม่ถูกเลยทีเดียว
มันตีกันไป ตีกันมา ขันแย้งกันเองแบบแปลกๆ
- อยู่ท่ามกลางคนมากๆ ทั้งเพื่อน ทั้งรุ่นพี่ แต่ก็อยากแยกตัวออกมาคนเดียว
ทั้งๆ ที่ก็ก็อยากทำกิจกรรมอยู๋กับเขา สนุกไป
ผลคือ ก็เข้าไปอยู่ในวงนั้นนั่นแหละ แต่ใจรู้สึกว่าอยู่คนเดียวในนั้น
- คิดว่าทำไมตัวกูเหมือนก้อนหินริมทาง ไม่มีใครสนใจมาเหลียวแล
ทั้งๆ ที่จริงๆ แค่เข้าไปคุยด้วยกับเขานิดหน่อย ก็ไม่รู้สึกอย่างนี้แล้ว
- เห็นคนอื่นเขามีกิจกรรมกันน่าประทับใจ หรือน่าสนุก แต่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีสิทธิทำสิ่งนั้น แล้วก็คิดไปว่าไม่ต้องทำหรอก ไม่เป็นอะไรหรอก
ทั้งที่จริงๆ กูก็อยากที่จะทำ และเขาก็พร้อมที่จะให้ในสิ่งๆ นั้น แค่กูเข้าหาเขาก่อนแค่นั้น
ผลคือ ได้แต่ดูคนอื่นเขาประทับใจกัน ส่วนกูก็ยืนอยู่เงียบๆ เฉยๆ ในวงนั้น แต่รู้สึกเหมือนยืนอยู่คนเดียว
เหมือนจะรู้สึกดีที่เป็นแบบนี้ แต่ว่าจริงๆ เศร้าชะมัด…
บล็อกส่วนตัว เรื่องส่วนตัว บนโลกส่วนตัว ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.