msgbartop
เรื่อยๆ เปื่อยๆ กับ kasemsakk
msgbarbottom

03 ก.พ. 12 การเดินทาง…

(ขณะเริ่มเขียนเป็นเวลา 23:04 บนถนนพหลโยธิน เขตจังหวัดนครสวรรค์)

ผมกำลังเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยรถทัวร์…

นี่คงเป็นการนั่งรถทัวร์ขึ้นจังหวัดทางภาคเหนือเป็นครั้งแรกในชีวิต…

แน่นอน อะไรที่เป็นครั้งแรกมันน่าสนใจเสมอ (แต่ไม่รู้ว่า บางอย่างครั้งแรกมันน่าสนใจหรือเปล่านะ ไม่เคยลอง ฮ่า)

ปกติเวลาเดินทางทางรถยนต์ ผมชอบที่จะนั่งหน้าเสมอครับ

อาจด้วยเหตุผลที่ป้องกันการเมารถส่วนนึง (ไม่รู้มันช่วยหรือเปล่า) แต่อีกเหตุผลคือมันได้ดูเส้นทางต่างๆ ที่ผ่านด้วย

ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุผลของอะไรเหมือนกัน เหอะๆ

ตอนเด็กๆ เวลาเข้ากรุงเทพฯ  ก็จะสนุกกับการดูบรรยากาศสองข้างทางถนนมิตรภาพ
มีคนบอกว่าถ้าใกล้จะถึงจุดหมายเมื่อไหร่ ดูจากไอ้ปิง มันหลับตอนไหนแสดงว่าใกล้ถึงแล้ว
– จำได้ว่าชอบสองข้างทางช่วงพ้นตัวเมืองโคราชไปแล้ว ดูมันเป็นเมืองดี ไม่เหมือนช่วงก่อนเข้าเมือง มีแต่ป่า…ดูบรรยากาศของเขื่อนลำตะคอง โค้งสวยๆ
– จำได้ว่าแยกมิตรภาพที่จะเข้าพหลโยธินเดิมชื่อภาษาอังกฤษคือ Friendship (เก๋มาก…)
– จำได้ว่าเมื่อพ้นทางเข้าวงแหวนฝั่งตะวันตกแล้ว ก็เริ่มเห็นตัวเมืองมากขึ้นๆ
– แต่ก็จำไม่ได้สักทีว่านวนคร,โรงกษาปณ์,มธ.รังสิต อะไรมาก่อนกัน…

จริงๆ การสังเกตสองข้างทาง (รวมถึงการดูแผนที่) มันมีประโยชน์นะครับ
– เรื่องแรกคือ เป็นตัวช่วยเพื่อนๆ ได้ว่าตอนนี้อยู่ไหนแล้ว (โดยเฉพาะเวลาไปเที่ยว บางคนเล่นหลับตลอดทาง)
– เรื่องต่อมา มันเอามาประยุกต์ใช้ในกรุงเทพฯ ได้ครับ โดยเฉพาะเวลาขึ้นรถเมล์
เห็นป้ายบอกเส้นทางก็พอรู้ว่ามันวิ่งไปเส้นไหน เอาตัวรอดได้… (แต่ก็ไม่เข้าใจ ทำไมป้ายบอกเส้นทางรถเมล์บางสาย มันบอกเส้นทางน้อยมาก กลัวคนขึ้นมันรู้หรือไง!)

รถออกจากกรุงเทพฯ มาได้ 3 ชั่วโมงล่ะ เส้นทางที่ผ่านมันก็มากขึ้นๆ พร้อมกับเส้นทางและหมายเลขบนป้ายตราครุฑที่ได้จดจำและเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ

ว่าแต่ บางทีจะจำไปทำไมเนี่ย!
ปล.บล็อกนี้เขียนบนรถนี่แหละฮะ ว่างจัด ไม่หลับไม่นอน!

Tags: ,

12 พ.ย. 11 ถ้า GreenWave ไม่ใช่ 106.5 แล้ว?

ออกตัวไว้ก่อนว่า ผมก็เป็นคนที่ฟัง GreenWave เหมือนกัน (ถึงแม้ว่าอาจไม่ได้ฟังตลอดเวลา)

เริ่มมาจากการที่ดู Club Friday ทาง Green Channel นั่นแหละ… (บ้านอยู่ต่างจังหวัด ไม่ได้เปิดวิทยุฟัง)

แต่เห็นกระแสเรื่องของ GreenWave ในคราวนี้ ดูแล้วมันก็เกินไปหน่อยนะครับ


gwหรือมันจะเป็นเพียงอดีต? 

 

จากกรณีที่มีข่าวว่าทาง กสทช. จะไม่ต่อสัญญาคลื่นวิทยุ 1 ปณ. ที่ทำไว้กับเอกชน ซึ่งในกรุงเทพฯ มีคลื่นวิทยุ FM อยู่ 2 คลื่นคือ 98.5 MHz และ 106.5 MHz ซึ่งได้ให้เอกชนเช่าเวลาไปจัดรายการในชื่อ Good FM และ GreenWave ตามลำดับ

ดูเหมือนว่ากระแสตอบกลับจากผู้ฟังรายการของคลื่นทั้งสองจะดูแตกต่างกันมาก…

คลื่นแรกจะดูเงียบๆ อาจเป็นเพราะฐานคนฟังยังไม่มาก เพราะเป็นคลื่นที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน

แต่กรณีของ GreenWave นี้ดูแล้วกระแสค่อนข้างรุนแรงเลยทีเดียว

โดยเฉพาะ DJ ในคลื่น (รวมทั้งบรรดาเซเลปในเครือแกรมมี่) ที่ใช้ Twitter ในการบรรยายความรู้สึกของตนเองออกมาในหลายๆ ทวีต เช่น

ประชุมแล้ว สรุปว่า เราบ๊ายบายกรีนเวฟ 31 ธค.นี้จ้ะ กสทช.ขอยึดไปทำคลื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แปลว่าที่ผ่าน คลื่นเราทำอะไรหรือ @DJPeeAoy

คลื่นกรีนเวฟกำลังจะหลุดผังต้นปีนี้ เพราะกสทชจะนำไปทำคลื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม (ซึ่งกรีนเวฟก็ทำมาตลอด20ปีครับ) #welovegreenwave @djeaky

มีคนบอกว่าจะเอาคลื่นกรีนเวฟไปไว้รายงานข่าวสารเรื่องนำ้ท่วมน่าเสียใจนะคะเพราะกรีนเวฟทำประโยชน์ให้สังคมได้มากกว่านั้นเยอะ @DJPChod

ถามมาเรื่องกรีนเวฟถูกยึดคลื่นคืนเป็นไง ขอถามกลับว่านั่นสิ!!!กสทชจะมาจัดสรรให้สื่อเท่าเทียมกันไม่ใช่รึแล้วทำไมไม่ทำอย่างเท่าเทียม แปลกม @unpuwanart

ถ้า"กรีนเวฟ"หายไป…คำว่า"ทำดีได้ดี"อาจพิสูจน์ได้ว่า"ไม่จริง"เสมอไปสินะ…T___T" @chocoopal

หรือการออกมาพูดของตัวผู้บริหารที่จัดรายการเองอย่าง "สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา” (@DJPChod) ในรายการ Club Friday ก่อให้เกิดกระแสของแฟนคลับที่ไม่ต้องการให้คลื่นนี้หายไปจากหน้าปัดวิทยุ (จนถึงขนาดมี Fanpage ต่างๆ ออกมาตามกระแส)

แต่ก่อนอื่น มาดูก่อนไหมว่า รายการวิทยุอื่นของค่ายนี้ เขาออกอากาศทางคลื่นไหนบ้าง


ปัจจุบัน A-Time Media มีรายการใน 4 คลื่นด้วยกันคือ

– Chill ทางคลื่น 89 MHz (สถานีวิทยุศูนย์การทหารม้า ยานเกราะ เอฟ.เอ็ม.89 กองทัพบก)
– Hot ทางคลื่น 91.5 MHz (สถานีวิทยุกระจายเสียง ยานเกราะ เอฟ.เอ็ม.91.5 กองทัพบก)
– EFM ทางคลื่น 94 MHz (สถานีวิทยุกระจายเสียง ททบ.เอฟ.เอ็ม กองทัพบก)
– GreenWave ทางคลื่น 106.5 MHz (สถานีวิทยุกระจายเสียง 1 ปณ. กสทช.)

สังเกตได้เลยนะครับว่าคลื่นวิทยุที่ใช้นั้น เกือบทั้งหมดเป็นคลื่นในความดูแลของกองทัพบกทั้งสิ้น

นอกจากนี้ GreenWave ยังออกอากาศอีก 2 ทางก็คือ
– ทางออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ greenwave.fm (ซึ่งจะลิงก์ไปไหนก็สุดแท้แต่)
– ทางดาวเทียมของ True Visions


หากจะถามว่า ถ้า GreenWave ไม่ได้ออกอากาศที่ 106.5 แล้ว รายการจะถูกยุบหายไปเลยหรือไม่

ก็คงต้องตอบว่า ไม่หรอก

เพราะสามารถออกอากาศได้ตามช่องทางทั้งออนไลน์ , ดาวเทียม รวมทั้งใช้ Green Channel ให้เป็นประโยชน์ได้อีกทาง

อีกทั้งเมื่อดูจากการเคลื่อนไหวของทั้งดีเจ และแฟนคลับต่างๆ แล้ว

นี่คงเป็นแผนการสร้างดราม่าให้กับแฟนๆ ของคลื่น โดยการใช้สื่อช่องทางใหม่ๆ เหมือนเป็นการโปรโมตคลื่นตนเองไปในตัว (แผนแยบยลมาก!)

และผมเชื่อนะครับ ในเมื่อคลื่นวิทยุที่ใช้ออกอากาศ 3 ใน 4 เป็นคลื่นของกองทัพบกทั้งสิ้น

สุดท้ายแล้ว ผู้บริหารก็คงมีกำลังภายใน หาช่องทางให้ GreenWave ออกอากาศทางวิทยุกองทัพบกจนได้ล่ะครับ…

Tags: ,

24 ก.ย. 11 Facebook Timeline!?

หลังจากงาน f8 Facebook ก็มีของเล่นใหม่ขึ้นมากับหน้า Profile อีกแล้ว

มันก็คือ Timeline นั่นเอง

mytlfb

ตอนนี้ก็ลองมาจิ้มๆ เล่นๆ ดูล่ะ ลองไล่ประเด็นที่พอคิดได้บ้างดีกว่า

  • จากรูปแบบ Profile แบบใหม่ ที่มีรูปติดหัว 5 รูป ขนาด 100*68px (รูปแท็ก) กลายเป็น Cover ขนาด 851*315px แทน
  • ข้อมูลเก่าๆ ที่ถูกซุกเอาไว้ สามารถเข้าไปดูได้ง่ายๆ เลย (ความเกรียนเก่าๆ และความฟลัดก็จะเปิดเผยต่อสาธารณชนก็คราวนี้…)
  • การใช้จุดมาร์กเป็นสัญลักษณ์ของหัวข้อ ดูแล้วมันชวนงงๆ และสับสนดีนะ
  • เท่าที่ดูในส่วนของ Relationships ถ้าไม่ใส่วัน หรือชื่อ มันก็จะไม่ขึ้นเด่นแบบในวีดีโอนะ
  • ท่าทางต้องไปนั่งไล่ Hide from timeline กันสนุกสนานแน่ๆ
  • เพราะข้อมูลบางอย่างมันก็ไม่อยากให้คนอื่นเห็นนะ อิอิ
  • หลายคนวิจารณ์ว่ามันคือ Hi5 กลับชาติมาเกิด ในความเห็นยังคิดว่ายังไม่น่าจะถึงขนาดนั้น เพราะมันยังมีรูปแบบอะไรที่ตายตัวและเป็นผู้ใหญ่อยู่ (แต่สำหรับบางคนไม่แน่?)
  • ดูเหมือนว่า Facebook เกิดมาจากความเป็นทางการและเป็นผู้ใหญ่ ตอนนี้มันกำลังจะตายเพราะพยายามทำให้มันไม่เป็นทางการและเป็นเด็กหรือเปล่า?

นึกไม่ออกล่ะ เดี๋ยวค่อนต่อภาคสองแล้วกัน

ว่าแต่ กี่เรื่องแล้วที่มึงบอกจะต่อภาคสองแล้วไม่เคยมาต่อ???

ปล.ดูในคลิป มีภาพตั้งแต่ 1974 เอ่อ 1974 มี Facebook แล้วเหรอครับ??? (อย่าว่าแต่ Facebook เหอะ อีตาซักมันยังไม่เกิดเลย!) มันเข้าไปแก้ไขอดีตได้นี่เอง โธ่…

Tags:

02 ก.ย. 11 ความขัดแย้งของตนเอง

ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไรครับ เกิดความรู้สึกขัดแย้งภายในตนเองขึ้นมาซะอย่างนั้น…

จริงๆ ความขัดแย้งมันก็เกิดขึ้นมานานล่ะ เพียงแต่ไม่ได้สรุปออกมาเป็นตัวอักษรยาวๆ แบบนี้เท่านั้น

ไหนๆ ก็ไหนๆ ล่ะ เก็บไว้นานๆ มันก็จะระเบิดออก ก็ระบายทางนี้แล้วกัน (เผื่อให้คนมาด่าให้มันเกิดสติบ้าง)

ไล่มาเป็นข้อๆ เลยดีกว่า

  • เรื่องเพื่อนต่างเพศ พอเข้ามาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ก็จะมีกฎหนึ่งคือการรู้จักให้เกียรติกับเพศตรงข้าม เช่น ไม่เข้าไปแตะเนื้อต้องตัวก่อน พูดจาสุภาพเรียบร้อย ฯลฯจริงๆ มันก็เป็นสิ่งที่ดีนะ (แล้วทำไมยังรู้สึกขัดแย้งล่ะ?)

    คือมันเกิดความรู้สึกที่ว่า เพื่อนตอนมัธยม กับเพื่อนตอนมหาลัย มันมีพฤติกรรมที่แสดงออกไม่เหมือนกัน

    ความรู้สึก และพฤติกรรมที่แสดงออกไปต่อกลุ่มเพื่อนทั้งสองมันแตกต่างกัน (เกือบๆ สิ้นเชิง)

    ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนไม่ให้เกียรติชาวบ้านนะครับ แต่ว่าพอการกระทำมันไม่เหมือนกัน แล้วมันรู้สึกขัดๆ ตัวเอง ไม่เข้าใจเหตุผล

    จะบอกว่ากลุ่มเพื่อนที่คบมันอยู่ต่างช่วงอายุกัน อันนี้ก็อาจมีส่วน แต่การแสดงออกบางอย่างมันไม่เกี่ยวกับอายุหนิ

    หรืออาจเพราะความสนิทกับกลุ่มเพื่อนทั้งสองกลุ่มมันต่างกัน? การแสดงออกเลยไม่เหมือนกัน?

    น่าคิดนะ…

    (พิมพ์ถึงเรื่องนี้พาลให้คิดถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเพื่อนที่เหมือนต่างกันไป เหมือนไม่ได้เป็นเพื่อนกันเพราะนิสัยหรือบุคลิก การพูดคุย แต่เป็นเพื่อนกันเพราะผลประโยชน์บางอย่างมากกว่า)(เหมือนว่าเพื่อนที่พบเจอ คุยกันได้ไม่สนิทใจเหมือนเก่า?)

  • เรื่องลำดับชั้นปี จริงๆ มันเหมือนมีความคิดอะไรฝังอยู่ในสมองบางอย่างว่า “พวกเรียนก่อนเกณฑ์มันเอาเปรียบสังคม” (ขออภัยถ้ากระทบหลายๆ คน) ยิ่งเข้ามหาวิทยาลัยอาการนี้ยิ่งหนักอาจเพราะตัวเองเป็นนักเรียนที่เรียนตามเกณฑ์ แล้วเห็นคนที่เกิดพ.ศ.เดียวกันเป็นพี่แล้วรู้สึกต่อต้านเล็กๆ

    คงเป็นที่ความอิจฉา อยากได้อยากเป็นด้วย

    หรืออาจจะเป็นเหตุผลเรื่องความเคารพ ที่รุ่นน้องต้องเคารพรุ่นพี่ (แต่แม่งอายุเท่ากูเนี่ยนะ ทีเพื่อนอายุมากกว่ามึงกูยังเป็นเพื่อนมันได้เลย…)

    บางคนก็บอกว่าอายุไม่สำคัญเท่าวุฒิภาวะ มันก็จริง แต่จะเอาอะไรล่ะวัดวุฒิภาวะ ไม่มีอะไรที่เป็นมาตรฐานได้เลย

    อาจเป็นเพราะยึดมั่นถือมั่นกับเรื่องอายุมากเกินไปล่ะมั้ง (ด้วยความคิดที่ว่า บ้านเมืองเราเอาอายุเป็นเกณฑ์ในการทำอะไรหรือไม่ทำอะไรนี่หว่า…)

    และนี่แหละครับ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไม่อยากซิ่ว…

ตอนนี้มี 2 เรื่องหลักๆ นี่แหละที่ยังขัดแย้งในใจ หาคำตอบแน่นอนไม่ได้จริงๆ

จะมีใครมาตีหัวให้ผมคิดได้บ้างครับ?

Tags: ,

24 ก.ค. 11 ฟุตบอลกับจานดำ

ช่วงฟุตบอลโลกปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ ใครที่ติดจานดาวเทียมที่รับสัญญาณระบบ C-Band (จานดำ) คงจะจำกับกรณีจอมืดได้

หลังจากกรณีนั้น ก็เหมือนว่าทุกรายการถ่ายทอดสดฟุตบอลที่ฉายทางฟรีทีวีจะเริ่มตระหนักถึงกรณีนี้ โดยบล็อกสัญญาณมันทุกรายการเลย ทั้ง Euro U-21 , Women’s World Cup , Copa América , U-17 World Cup ทำเอาคนดูจานดำเซ็งถ้วนหน้าที่ต้องเจอจอฟ้าบ้าง จอเขียวบ้าง โอ้…

แต่กระนั้น ยังมีรายการฟุตบอลรายการหนึ่งที่ยังไม่ถูกบล็อก ไม่รู้ว่าเขาคิดไม่ถึงหรือเขาจงใจ

นั่นก็คือ UEFA Champions League ที่ฉายทางช่อง 3 กับ 7 นี่แหละ

ฤดูกาลที่แล้ว (2010-2011) คนติดจานดำก็ได้ดูกันถ้วนหน้า (ยังจำได้ว่ายังช้ำใจกับนัดชิงอยู่…)

แต่ไม่แน่ใจว่าฤดูกาลนี้ เขาจะระลึกชาติได้ แล้วก็ทำการบล็อกสัญญาณหรือเปล่า…

หวังว่าเขาคงคิดไม่ถึงหรอก คนติดจานดำจะได้ดูได้ ไม่ต้องมานั่งเซ็งดูจอเขียวๆ ฟ้าๆ แทนที่จะได้ดูบอลนะ…

ปล.ตั้งแต่ย้ายมานอนที่ใหม่ เดิมที่มีเคเบิลดูสบายๆ ก็เหลือแต่จานดาวเทียมธรรมดา กับติดทุยวิชั่ว ซึ่งแพงฉิ_หายเลย…จะติดเคเบิลท้องถิ่นก็ไม่ได้ เพราะเขาเลือกทุยไปแล้ว
ปล2.เดี๋ยวแม่ซื้อกล่องความฝันมาใช้ซะเลย ฮี่ๆ

Tags: , ,

01 มิ.ย. 11 จิตอาสากับการสำเร็จการศึกษา : รูปธรรมหรือของเล่นชิ้นใหม่

“จุฬาฯ ตั้งเป้า 2 ปี สู่ ม.สร้างเสริมสุขภาพ บังคับปี 1 ทำกิจกรรมอาสา บันทึกลงทรานสคริปต์”

“จุฬาฯ ตั้งเป้า 2 ปีสู่ “มหา’ลัยสร้างเสริมสุขภาพ” เต็มตัว อธิการฯ เผย ปีหน้านิสิตปี 1 ทุกคน ต้องเน้นกิจกรรมอาสา อย่างน้อย 10 ชั่วโมง/ปี เป็นเวลา 3 ปี บันทึกลงทรานสคริปต์ หวังกระตุ้นการมีจิตสำนึก+จิตอาสา เตรียมถกหามาตรการหากนิสิตไม่ปฏิบัติตาม จะไม่ให้จบการศึกษาหรือไม่”

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000006624

————————————————————————————————————————————————-

นี่คือหัวข้อข่าวจากเว็บไซต์ข่าวเว็บหนึ่ง ที่ระบุว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะนำเรื่องของการทำกิจกรรม “จิตอาสา” มาบังคับใช้กับนิสิตชั้นปีที่ 1 ระดับปริญญาตรี ในปีการศึกษา 2554 โดยจะต้องทำกิจกรรมที่เป็นกิจกรรมอาสา จำนวน 10 ชั่วโมง/ปี เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยมีการระบุว่ารูปแบบของกิจกรรมจะเป็นการรวมกลุ่มกับเพื่อน หรือคณะ หรือมหาวิทยาลัย มีการบันทึกลงในเมื่อสำเร็จการศึกษา

โดยทางอธิการบดีจุฬาฯ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล ได้ให้ความเห็นว่า “การบันทึกความดีลงทรานสคริปต์จะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการไปสมัครงาน ซึ่งจะทำให้นายจ้างเห็นได้ว่านิสิตนอกจากจะขยันเรียนแล้ว ยังทำประโยชน์ให้แก่สังคมด้วย เพื่อให้สมกับเกียรติภูมิจุฬาฯ คือ เกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าจะเป็นปีแรกในการดำเนินการ หากนิสิตคนใดไม่สามารถปฏิบัติได้ตามที่กำหนดก็อาจจะยังไม่มีการดำเนินการ อะไร แต่จากการหารือร่วมกับคณบดีคณะต่างๆ ในเบื้องต้น มีบางรายได้เสนอว่าหากไม่ถึงอาจจะไม่ให้จบการศึกษา แต่ประเด็นนี้จะเป็นข้อสรุปหรือไม่คงต้องหารือกันต่อไป”

ฟังดูแล้วคำว่า “จิตอาสา” เหมือนจะเป็นคำใหม่ที่ดูแปลกหูสำหรับคนไทย และถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย (เหมือนกับคำว่า “โลกร้อน” และ “พอเพียง” ที่ถูกนำมาใช้เป็นกระแส จนอาจถูกบิดเบือนความหมายออกไป)

แต่เมื่อมองดูแล้ว “จิตอาสา” ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อย่างที่หลายๆ คนคิด แต่มันก็คือการทำกิจกรรมที่ผู้ทำลงไปเป็น “อาสาสมัคร” หรือการ “ทำความดี” นั่นเอง

หากจะอ้างอิงความหมายของ “จิตอาสา” หรือ “อาสาสมัคร” ก็อยากจะอ้างถึงวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่ให้ความหมายไว้ว่า “การมีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น” และ “การใช้แรงงานและกายทำเพื่อส่วนรวม”

กิจกรรมจิตอาสา หรืออาสาสมัครก็มีให้เห็นอยู่มากมายหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่นในกรณีที่มีเหตุด่วนเหตุร้าย หรือภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้น ก็จะพบกับกับกิจกรรมเหล่านี้ เช่น การบริจาคโลหิตเมื่อมีข่าวการขอรับ การลงไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในเหตุภัยพิบัติต่างๆ หรือการแจ้งเบาะแสของโจรผู้ร้ายให้แก่เจ้าหน้าที่บ้านเมือง

หรือการทำความดีเล็กๆ น้อยๆ เช่นการช่วยจูงเด็กหรือผู้สูงอายุข้ามถนน การให้ที่นั่งผู้อื่นบนรถโดยสาร การทิ้งขยะลงถังก็ถือเป็นการทำความดีเช่นกัน

ล่าสุดที่จุฬาฯ จะนำเอาเรื่องการนับชั่วโมงกิจกรรมมาใช้ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งในนโยบายที่ทางผู้บริหารต้องการให้นิสิตที่จบออกไปนั้นมีคุณภาพ มีการทำประโยชน์แก่สังคมในด้านต่างๆ

————————————————————————————————————————————————-

เมื่อมามองในกรณีที่จุฬาฯ จะนำการเก็บชั่วโมงกิจกรรมมาใช้ แน่นอนว่าในทางทฤษฎีนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของตัวนิสิต รวมไปถึงมหาวิทยาลัย

แต่ในทางปฏิบัติ ยังพบข้อปัญหาอีกหลายประการที่จะต้องหาแนวทางในการจัดการให้เป็นมาตรฐานได้

1. การนับจำนวนชั่วโมงกิจกรรม

จุฬาฯ ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการทำกิจกรรมค่อนข้างมาก ทั้งกิจกรรมของมหาวิทยาลัย กิจกรรมคณะ การรวมกลุ่มของนิสิตด้วยกันเองในการทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งกิจกรรมของนิสิตที่ทำในนาม “สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

– การกำหนดชั่วโมงในแต่ละกิจกรรมจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น เช่นหากไปทำค่ายพัฒนาชุมชน 9 วัน จะได้จำนวนชั่วโมงเท่าใด หากทำกิจกรรมภายในคณะ จะนับเป็นชั่วโมงกิจกรรมหรือไม่ หรือแม้กระทั่งไปร่วมงานที่ทางสโมสรนิสิตฯ เป็นผู้จัด จะได้จำนวนชั่วโมงเท่าใด

– จากด้านบน จะให้หน่วยงานใดเป็นผู้กำหนดจำนวนชั่วโมงกิจกรรม จะให้ทางผู้บริหาร คณบดี อาจารย์ หรือนิสิตด้วยกันกำหนดจำนวนชั่วโมงที่จะได้รับ และจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจำนวนชั่วโมงที่ได้รับนั้นเหมาะสมแล้ว

2. ประเภทของกิจกรรม

กิจกรรมประเภทสันทนาการที่จัดขึ้น เช่น กิจกรรมรับน้อง กิจกรรมสำรวจจุฬาฯ หรือกิจกรรมที่เป็นงานพิธีต่างๆ เช่น พิธีรับปริญญาบัตร พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนฯ ซึ่งไม่มีลักษณะของการเป็นกิจกรรมอาสา จะมีการนับจำนวนชั่วโมงหรือไม่

รวมทั้งหากเป็นกิจกรรมอาสา แต่ไม่ได้มีการรวมกลุ่มของนิสิตกันไป (ไปทำคนเดียว) จะถือว่าเป็นการทำกิจกรรมอาสาและได้นับจำนวนชั่วโมงหรือไม่

3. มาตรการในการควบคุมการปฏิบัติ

การให้สัมภาษณ์ของอธิการบดี ได้มีการกล่าวถึงการประชุมคณบดี ซึ่งมีคณบดีบางท่านได้ให้ความเห็นว่าอาจมีมาตรการถึงขั้นไม่ให้จบการศึกษาหากปฏิบัติไม่ครบจำนวนชั่วโมง

นี่กลายเป็นว่าการทำ “กิจกรรมอาสา” หรือ “จิตอาสา” ต้องเป็นการบังคับกันแล้วหรือครับ?

ชื่อกิจกรรมก็บอกแล้วว่าเป็น “จิตอาสา” แต่มีการบังคับว่าต้องทำให้ได้เท่านั้นเท่านี้ ดูแล้วมันแปลกๆ นะครับ

และหากมีการกำหนดชั่วโมงออกมา จะมั่นใจได้อย่างไรว่านิสิตได้ไปทำกิจกรรมจริงๆ มีประโยชน์ต่อสังคมจริงๆ ไม่ได้เป็นการทำไปเพื่อหวังชั่วโมง ทำแบบผ่านๆ ไปให้มันพ้นๆ ไม่ได้ทำอย่างจริงจัง

4. Activity Transcript

ก่อนหน้าที่จะมีการกำหนดนโยบายเรื่องจิตอาสา จุฬาฯ ก็มีการบันทึกการทำกิจกรรมต่างๆ ของนิสิตในรูปของ Activity Transcript (A.T.) ซึ่งเมื่อมองแล้วอาจจะบอกได้ว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการประชาสัมพันธ์ที่ไม่ทั่วถึง (นิสิตบางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร และมันมีด้วยหรือ) และประโยชน์ในการนำไปใช้ยังไม่ค่อยมีมากนัก

จึงเป็นที่น่าตั้งคำถามว่า มาตรการเดิมก็มีแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ จะนำมาตรการใหม่มาใช้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ หากมีแนวทางในการปฏิบัติเช่นเดิม

————————————————————————————————————————————————-

หากมองดูแล้ว การนำมาตรการชั่วโมงกิจกรรมมาใช้ในการสำเร็จการศึกษานั้น มองดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องที่ดี

แต่หากกมองอีกมุมหนึ่ง เรื่องของการทำกิจกรรมอาสา เป็นเรื่องของ “จิตสำนึก” ของแต่ละบุคคลที่พึงจะปฏิบัติอยู่เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

หากมีการ “ปลูกจิตสำนึก” ในเรื่องของการทำกิจกรรม “จิตอาสา” เป็นพื้นฐานของนิสิตแล้ว ไม่ต้องมีสิ่งใดๆ มาบังคับหรอกครับ ทุกคนก็พร้อมทีจะปฏิบัติอยู่แล้ว

แต่หากใช้การบังคับ จะมั่นใจได้อย่างไรว่ากิจกรรมที่พวกเขาทำนั้น เป็นกิจกรรม “จิตอาสา” ที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง

ไม่เช่นนั้น มันก็อาจเป็นเพียง “ของเล่นชิ้นใหม่” สำหรับผู้บริหารในการสร้างภาพให้ดูดีเท่านั้นเอง…

Tags: ,

06 เม.ย. 11 ซิ่ว?

ตอนนี้ก็มาถึงช่วงเวลาการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยกันของเด็กม.6 ปีนี้อีกแล้ว

รวมทั้งเด็กที่พลาดหวัง หรือต้องการแก้ตัว ขอคัดเลือกเข้าคณะที่ตัวเองต้องการอีกครั้ง

หลักจากที่ตัวเองหลีกหนีความไม่แน่นอนในอนาคต โดยเลือกคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ โดยวิธีรับตรง (ทั้งๆ ที่กูอุตส่าห์เลือกต่อจากเศรษฐศาสตร์กับบริหาร) แทนที่จะเอาเศรษฐศาสตร์ มธ. ที่เหมือนว่าจะอยากเรียนในคณะนี้มากกว่า แต่ดันอยากไปตลาดสามย่านมากกว่าตลาดไทซะอย่างนั้น (ไม่รู้คิดถูกหรือคิดผิดที่เลือกตลาดสามย่าน เฮ้อ)

———————————————————

หลังจากที่ผ่านไปเกือบ 1 ปี กับคณะนิเทศศาสตร์

ความรู้สึกที่เข้าไปช่วงแรกๆ บอกกับตัวเองเลยว่า “กูจะซิ่วแน่” เพราะสภาพในเทอมแรกที่เข้าไป มันไม่ใช่สิ่งที่คิดไว้กับตอนแรกเลย

รวมทั้งเพื่อน รุ่นพี่ กิจกรรมและวัฒนธรรมบางอย่างที่อยู่ภายใน มันทำให้ไม่มีความสุขเลยที่จะอยู่ในคณะ

พอผ่านมาเทอมสอง เหมือนมันมีอะไรบางอย่างที่บอกกับตัวเองว่า “เฮ้ย มึงไม่ต้องซึ่วหรอกว่ะ”

มันอาจจะเป็นความกลัว อาจจะเป็นความเคยชิน หรืออาจจะเป็นอะไรก็ตามที่ทำให้เกิดความคิดนี้ขึ้นมา

———————————————————

แต่พอเวลาผ่านมาถึงตอนนี้ มีกระแสหลายทางเหลือเกินที่อยากให้กลับไปเริ่มต้นใหม่ในการเรียนมหาวิทยาลัย

กระแสกดดันภายนอกมันส่งผลถึงจิตใจว่า “เอ๊ะ จะเอายังไงกับชีวิตดี”

———————————————————

ไหนๆ ก็ไหนๆ มาดูข้อดีข้อเสียในการซิ่วกับไม่ซิ่วดีกว่า

ซิ่ว

ข้อดี

  • กลับไปเริ่มต้นชีวิตปี1 ใหม่ ย้อนไปทำสิ่งที่ไม่ได้ทำ
  • ลองตั้งหลักชีวิตตัวเองอีกสักครั้งว่าใช่หรือไม่
  • มีโอกาสได้พบกับเพื่อนใหม่ๆ ที่อยู่ต่างคณะ

ข้อเสีย

  • ไม่มีหลักประกันว่าหากซิ่วแล้วจะไม่เจอกับปัญหาเดิมๆ (สังคม วัฒนธรรม การเรียน)
  • ไม่อยากที่จะเรียกเพื่อนรุ่นเดียวกันว่าพี่ (อันนี้เป็นปัญหางี่เง่าส่วนตัวล้วนๆ)
  • หากไปแล้วมันไม่ใช่ อาจทำให้หมดความมั่นใจในการเรียนมหาวิทยาลัยได้
  • ไม่อาจกลับไปทำในสิ่งที่อยากทำได้ทุกอย่าง

ไม่ซิ่ว

ข้อดี

  • อยู่กับเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้องที่นี่ต่อไป
  • ………

ข้อเสีย

  • ต้องทนฟังเสียงกดดันจากชาวบ้านไปเรื่อยๆ
  • สิ่งที่ได้รับอาจไม่สามารถนำไปใช้ในอนาคตได้
  • เสียโอกาสบางอย่างไปแบบไม่สามารถย้อนกลับมาได้

———————————————————

สรุปสุดท้าย

ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะ

  • ความไม่มั่นใจในตัวเอง ว่าตัวเองตัดสินใจดีแล้วหรือไม่ ยังสองจิตสองใจ เสียดายในสิ่งที่ผ่านไปอยู่
  • การปรับตัวเอง ที่ไม่ยอมเข้าหาสังคม ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วอยากเข้าไปทำความรู้จัก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงใช้วิธีการหลีกหนีแทน

สุดท้าย คนที่จะตัดสินใจในชีวิตต่อไป คือ ตัวกูเอง

ฉะนั้น เลือกได้แล้วนะโว้ย!!!

Tags: , ,

28 ม.ค. 11 ไม่มีหัวเรื่อง (2)

ความรู้สึกตอนนี้เป็นอะไรที่มันบอกไม่ถูกเลยทีเดียว

มันตีกันไป ตีกันมา ขันแย้งกันเองแบบแปลกๆ

– อยู่ท่ามกลางคนมากๆ ทั้งเพื่อน ทั้งรุ่นพี่ แต่ก็อยากแยกตัวออกมาคนเดียว
  ทั้งๆ ที่ก็ก็อยากทำกิจกรรมอยู๋กับเขา สนุกไป

ผลคือ ก็เข้าไปอยู่ในวงนั้นนั่นแหละ แต่ใจรู้สึกว่าอยู่คนเดียวในนั้น

– คิดว่าทำไมตัวกูเหมือนก้อนหินริมทาง ไม่มีใครสนใจมาเหลียวแล
  ทั้งๆ ที่จริงๆ แค่เข้าไปคุยด้วยกับเขานิดหน่อย ก็ไม่รู้สึกอย่างนี้แล้ว

– เห็นคนอื่นเขามีกิจกรรมกันน่าประทับใจ หรือน่าสนุก แต่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีสิทธิทำสิ่งนั้น แล้วก็คิดไปว่าไม่ต้องทำหรอก ไม่เป็นอะไรหรอก
  ทั้งที่จริงๆ กูก็อยากที่จะทำ และเขาก็พร้อมที่จะให้ในสิ่งๆ นั้น แค่กูเข้าหาเขาก่อนแค่นั้น

ผลคือ ได้แต่ดูคนอื่นเขาประทับใจกัน ส่วนกูก็ยืนอยู่เงียบๆ เฉยๆ ในวงนั้น แต่รู้สึกเหมือนยืนอยู่คนเดียว

 

เหมือนจะรู้สึกดีที่เป็นแบบนี้ แต่ว่าจริงๆ เศร้าชะมัด…

twitter2

16 ม.ค. 11 สรุป อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น 14 มกรา 54

เกริ่น

  • นั่งรถกลับจากชุมแพ กลับบ้านที่ขอนแก่น ออกมากับพ่อ/พี่ (พี่เป็นคนขับ)
  • เวลาประมาณ 19:20
  • ความเร็วประมาณ 90-100 กม./ชม.
  • กูนั่งหลัง เกาะเบาะคุยกับคนข้างหน้า

สถานที่เกิดเหตุ


View Larger Map

(ส)ภาพรถ

จากทวิตเตอร์

  • ปัญหาคือ ชาวบ้านก็รู้ว่ามีปัญหาคนเดินออกมา เกิดอุบัติเหตุก็หลายที แต่ไม่คิดจะมีมาตรการป้องกัน? #
  • ตำรวจก็มาตั้งหลายรอบนะ งงๆ เหมือนกันว่ามาทำไปตั้งหลายรอบ (รอบแรกสงสัยผ่านมาเห็น เขาบอกว่าต้องไปอีกที่ ได้รับเหตุมา) #
  • แต่ต้องชมว่า รถพยาบาลมาเร็วดีนะครับ (แต่ก็ไม่ได้ไปโรงพยาบาล แค่ทำแผลนิดหน่อย) #
  • ต่อมาตำรวจก็มา แล้วก็เหมือนมีดีเจผ่านมา เขาบอกว่าปกติช่วงนี้มีคนตายอย่างน้อยเดือนละคนสองคน… (มึงพูดเพื่ออะไรวะ?) #
  • ตอนเกิดเหตุใหม่ๆ ชาวบ้านมาดูแล้วก็บอกว่า “ไอ้นี่อีกแล้วเหรอ มันเป็นคนบ้าชอบเดินข้ามถนน ตอนกลางวันเกือบโดนสิบล้อชนไปแล้ว” #
  • ดีแล้วนะที่กูไม่นอน (ปกติกูจะนอนราบไปกับเบาะหลัง เอาหัวหนุนกระเป๋า) ถ้ากูนอนท่าทางกูไม่รอด #
  • ว่าไป ค่าหมอนี่ฟาดไปพันเจ็ด…ถ้าไม่ทำประกันกูก็ไม่เข้าขอนแก่นรามหรอกค่ะ… #
  • ภาพรถคว่ำเมื่อคืน (3) http://picplz.com/Vwkw #
  • ภาพรถคว่ำเมื่อคืน (2) http://picplz.com/VwkM #
  • ภาพรถคว่ำเมื่อคืน (1) http://picplz.com/Vwkf #
  • แหม ได้เจอเรื่องตื่นเต้นต้อนรับการกลับบ้านเลยทีเดียว #
  • กลับมาจากโรงพยาบาลล่ะ… #
  • รอตรวจเกือบครึ่งชั่วโมง #
  • ตอนนี้กำลังจะไปโรงพยาบาล (แบตก็จะหมดแล้ว ทวีตต่อไม่ได้ล่ะ…) #
  • อุบัติเหตุ รถคว่ำตรงนี้ ดีที่ไม่เป็นอะไรมาก #
  • อ้าก รถคว่ำ! #
  • เพิ่มเติม

    • อาการล่าสุด ก็มีแค่ไหล่ซ้ายที่ปวดๆ เล็กน้อย (ท่าทางจะอักเสบ) กระดูกไม่หัก โชคดีไป
    • ดีที่ถุงลมนิรภัยไม่พอง ถ้าพองคงออกยากกว่านี้
    • ดีที่รถไม่ล็อก วิทยุยังเปิดได้ กระจกก็ยังเลื่อนขึ้นลงได้

    ข้อคิด

    • อุบัติเหตุ ไม่มีตรรกะ ไม่มี Verb to ถ้า
    • สติ สำคัญที่สุดสำหรับเหตุการณ์แบบนี้
    • นอกจากทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่ และซีวิคแล้ว ในยาริสก็ปลอดภัยเหมือนกัน…

    Tags:

    07 ม.ค. 11 ไม่มีหัวเรื่อง (1)

    image

    อ่านจากข้างล่างขึ้นข้างบน

    Creative Commons License บล็อกส่วนตัว เรื่องส่วนตัว บนโลกส่วนตัว ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.