msgbartop
เรื่อยๆ เปื่อยๆ กับ kasemsakk
msgbarbottom

21 เม.ย. 18 Review Krungthai Travel Card : บัตรสะดวกใช้ในการเดินทางต่างประเทศ

เวอร์ชั่นสั้น สำหรับคนขี้เกียจอ่านอะไรยาวๆ

  • Krungthai Travel Card บัตรสำหรับแลกเปลี่ยนเงิน 7 สกุลเงินหลัก สามารถใช้จ่ายผ่านร้านค้าที่รับบัตร Visa / กดเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม และซื้อของออนไลน์ได้
  • อัตราแลกเปลี่ยนเทียบเท่าหรือดีกว่าร้านแลกเงินชื่อดัง สามารถแลกผ่านแอพได้ตลอดเวลา แลกได้แม้กระทั่งเศษทศนิยมสองหลัก
  • ตรวจสอบการใช้จ่าย เปิดปิดบัตร ผ่านแอพได้ตลอดเวลา
  • ลดปัญหาเหลือเศษเหรียญแล้วแลกคืนไม่ได้ หรือถูกกดอัตราแลกเปลี่ยน ลดปัญหาการถือเงินสด ลดปัญหาแลกเงินมาไม่พอใช้
  • ฟรีค่าออกบัตรและค่าธรรมเนียมต่างๆ ถึง 15 พฤษภาคม 2561


ในปัจจุบันหากใครเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ และต้องการใช้เงินสดสกุลเงินต่างประเทศเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ ก็มักจะมีทางเลือกเช่นการแลกธนบัตรสกุลนั้นๆ หรือใช้บัตรเครดิตในการชำระเงิน ซึ่งก็มักจะมีปัญหาต่างๆ เช่น

  • การถือเงินสดจำนวนมากๆ ไว้ใช้ในต่างประเทศ มีความเสี่ยงในการสูญหาย ถูกขโมย หลงลืม
  • การหาแลกเงินสดในประเทศไทย หากแลกตามธนาคารก็มักมีอัตราแลกเปลี่ยนที่สูง ส่วนการแลกเงินตามร้านต่างๆ แม้อัตราจะถูก แต่ก็มีความเสี่ยงได้ธนบัตรปลอม รวมถึงอาจไม่มีเงินตามที่ต้องการในบางช่วงเวลาที่ความต้องการสูง แถมต้องเสียเวลาเดินทางไปแลกเงินอีก (แม้ว่าในสนามบินบางแห่งจะมีบูธรับแลกเงินก็ตาม)
  • หากได้เงินเหรียญหรือเงินธนบัตรย่อยๆ ก็ไม่สามารถแลกคืนได้ หรือแลกคืนได้แต่ถูกกดอัตราแลกเปลี่ยน
  • บัตรเครดิตก็มักมีอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงกว่าปกติ รวมถึงมีค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินต่างประเทศที่ส่วนใหญ่คิดในอัตราถึง 2.5% รวมถึงกรณีรูดเพลิน เกินยั้งใจ จนต้องไปนั่งกลุ้มใจตอนใบเรียกเก็บส่งมา

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ธนาคารกรุงไทยก็ได้เปิดตัว Krungthai Travel Card ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสำหรับนักเดินทาง รวมถึงนักเรียน นักศึกษาที่กำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ โดยบัตรดังกล่าวมีจุดเด่นเช่น

  • สามารถแลกเงินเก็บไว้ในอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุดในตลาด ถึง 7 สกุลเงินได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐฯ, ปอนด์สเตอร์ลิง, ยูโร, ดอลลาร์ฮ่องกง, เยน, ดอลลาร์ออสเตรเลีย และดอลลาร์สิงคโปร์
  • สามารถแลกเปลี่ยนเงิน ขายคืน ตรวจสอบยอด เปิด และปิดการใช้งานบัตรได้ด้วยตัวเองตลอดเวลา ผ่านแอปพลิเคชั่น Krungthai netbank
  • ใช้ซื้อสินค้า / บริการ ณ ร้านค้าภายใต้มาตรฐาน Visa ทั่วโลก ผ่านเครื่องรูดบัตร และ Visa payWave
  • ใช้ถอนเงินสดได้ 7 สกุลเงินที่เครื่องเอทีเอ็มทั่วโลกตามสกุลเงินที่แลกไว้
  • ไม่เสียค่าธรรมเนียมในการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน

card

วิธีการสมัคร

how-to-apply-travel-final-crop

ด้านวิธีการสมัครนั้น จะต้องมีบัญชีออมทรัพย์หรือกระแสรายวันกับกรุงไทยเสียก่อน และสามารถไปสมัครบัตรได้ที่ทุกสาขาของธนาคาร ซึ่งผมไม่เคยมีบัญชีกับกรุงไทยมาก่อน ก็เลยต้องเปิดบัญชีก่อนค่อยสมัครบัตร และทางธนาคารจะให้เรากำหนดรหัสบัตร 6 หลักเอง ซึ่งรหัสสามารถเปลี่ยนได้ที่ตู้เอทีเอ็มของกรุงไทยในภายหลังได้ โดยบัตรมีอายุ 2 ปี

bin

ตัวบัตรจากการตรวจสอบ BIN พบว่าเป็น Visa Prepaid มีการปั๊มหมายเลขนูนลักษณะเหมือนบัตรเครดิต ส่วนชื่อที่ปั๊มบนบัตรเขียนว่า KRUNGTHAI TRAVEL ตัวบัตรยังมีเทคโนโลยี Visa PayWave เพื่อชำระผ่านเครื่องที่รองรับ NFC รวมถึงยังรองรับเทคโนโลยี Chip & PIN อีกด้วย

การใช้งานผ่านแอพพลิเคชัน netbank

จากรายละเอียดด้านบน การแลกเปลี่ยนเงิน ขายคืน ตรวจสอบยอด เปิดปิดการใช้บัตร สามารถดำเนินการผ่านแอพ KTB netbank (หรือชื่อใหม่ตามการรีแบรนด์อย่าง Krungthai netbank) โดยภายในแอพจะมีเมนู Travel card แยกออกมาต่างหาก

Screenshot_20180419-030751

ซึ่งเมื่อกดเข้าไปจะพบหน้าจอแสดงสกุลเงินทั้ง 7 สกุลที่สามารถแลกได้ และมียอดคงเหลือของแต่ละสกุล เมื่อกดเข้าไปก็จะพบรายละเอียดต่างๆ ทั้งยอดเงินที่เหลือ วันทำรายการ รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน ณ ขณะนั้น รวมถึงการดูรายการเคลื่อนไหวบัญชีย้อนหลังได้ 3 เดือนอีกด้วย 

Screenshot_20180419-030944

นอกจากนี้ยังสามารถเปิด-ปิดการใช้งานบัตรได้ตลอดเวลา ซึ่งสามารถเปิด-ปิดได้ไม่เกินวันละ 4 ครั้ง

Screenshot_20180419-031701

สำหรับการซื้อขายนั้น ก็สามารถทำผ่านแอพได้ทันที โดยการกดปุ่มที่อยู่ด้านล่าง โดยสามารถซื้อได้ขั้นต่ำ 1 หน่วยของสกุลเงินนั้นๆ (โดยสามารถซื้อได้ถึงหน่วยทศนิยม 2 หลัก เช่น 1.01 หรือ 9.99) โดยเลือกบัญชีกรุงไทยต้นทาง และใส่จำนวนเงินที่ต้องการ โดยสามารถแจ้งผลการแลกเงินผ่านอีเมลและใส่บันทึกช่วยจำได้

Screenshot_20180419-031328

ซึ่งเมื่อแลกเงิน (หรือในแอพคือการโอนเงิน) ก็จะมีการเก็บรูปภาพไว้เป็นหลักฐานในเครื่อง และสามารถใช้เงินได้ทันที ส่วนการขายคืนก็มีลักษณะเช่นเดียวกันScreenshot_20180419-031402

อย่างไรก็ตาม เงินที่แลกไว้จะไม่ได้รับดอกเบี้ยแต่อย่างใด เนื่องจากเก็บไว้ในรูปแบบบัญชีกระแสรายวัน

การใช้งานบัตร

how-to-use-travel-final-crop

Travel Card สามารถใช้งานได้ใน 3 รูปแบบ คือ

  • ใช้ถอนเงินที่ตู้ ATM ในต่างประเทศได้ภายใต้ 7 สกุลเงินที่รองรับและแลกเก็บไว้ โดยเลือกกดเงินจากบัญชีกระแสรายวัน
  • ใช้รูดหรือใช้จ่ายภายใต้ 7 สกุลเงินที่รองรับและแลกเก็บไว้ ณ ร้านค้าภายใต้มาตรฐาน Visa ทั่วโลก
  • ใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ภายใต้ 7 สกุลเงินที่รองรับและแลกเก็บไว้ ณ ร้านค้าภายใต้มาตรฐาน Visa ทั่วโลก

โดยมีวงเงินกดเงินสดไม่เกิน 50,000 บาทต่อวัน และวงเงินซื้อสินค้าผ่านเครื่องรูดบัตรหรือออนไลน์ไม่เกิน 500,000 บาทต่อวัน และสามารถแลกเงินเก็บไว้ได้สูงสุด 1,000,000 บาท โดยวงเงินทั้งหมดคิดจากทุกสกุลเงินรวมกันเทียบในอัตราเงินบาท

อัตราแลกเปลี่ยน

มาถึงจุดสำคัญ นั่นคืออัตราแลกเปลี่ยนว่าจะดีกว่าร้านแลกเงินทั่วไป หรือธนาคารจริงหรือเปล่า rate

ผมขอเทียบกับร้านแลกเงินชื่อดังย่านประตูน้ำ ที่ขึ้นชื่อว่ามีอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุด แถมขยายสาขาไปหลายแห่ง (รวมถึงใต้สนามบินสุวรรณภูมิก็มี) อย่าง Superrich Thailand ก็พบว่าอัตราแลกเปลี่ยนของ Travel Card ถือว่าสูสี และอาจดีกว่าในหลายๆ สกุล อีกทั้งยังไม่มีถูกลดอัตรากรณีเป็นธนบัตรย่อยด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่าส่วนต่างอัตราซื้อขายของ Travel Card จะอยู่ในกรอบแคบๆ สูงสุดไม่เกิน 4 สตางค์ ขณะที่ร้านแลกเงินอาจมีส่วนต่างสูงถึง 25 สตางค์

การเก็งกำไร(!?)

มาถึงตรงนี้ บางคนอาจมองว่าสามารถใช้ช่องทางนี้ในซื้อขายเพื่อการเก็งกำไรค่าเงินที่สะดวก ไม่ต้องเก็บเงินสดจริงๆ และสามารถแลกคืนได้ตลอด อย่างไรก็ตามด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงไม่บ่อยครั้งนัก ก็อาจไม่เหมาะกับนักเก็งกำไรเป็นชีวิตมากนัก รวมถึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์อีกด้วย

terms

ค่าธรรมเนียม

  • ค่าธรรมเนียมออกบัตร 200 บาท / ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี
  • ค่าธรรมเนียมถอนเงินที่เอทีเอ็มต่างประเทศ 100 บาทหรือเทียบเท่า (ไม่รวมค่าธรรมเนียมของธนาคารต่างประเทศ)
  • ค่าธรรมเนียมสอบถามยอดที่เอทีเอ็มต่างประเทศ 15 บาทหรือเทียบเท่า (ไม่รวมค่าธรรมเนียมของธนาคารต่างประเทศ)
  • ค่าธรรมเนียมการขายเงินคืนผ่านแอพ ฟรี 5 ครั้งต่อเดือน ครั้งที่ 6 ขึ้นไป ครั้งละ 100 บาท

อย่างไรก็ตาม ได้มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมออกบัตร / การถอนเงิน / สอบถามยอด / ขายเงินคืน จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2561

สรุป

จุดเด่น

  • อัตราแลกเปลี่ยนที่เทียบเท่าหรือดีกว่าร้านแลกเงินชื่อดัง
  • สามารถแลกเงินในอัตราที่สุดเก็บไว้ได้ และแลกเพิ่มได้ตลอดเวลา
  • ใช้จ่ายได้ทั้งในรูปแบบบัตรเดบิต บัตรเอทีเอ็ม และใช้จ่ายออนไลน์ใน 7 สกุลหลัก
  • ลดความเสี่ยงในการถือเงินสดระหว่างเดินทาง และสามารถเปิด-ปิดบัตรผ่านแอพได้
  • สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ โดยหากถอนหรือใช้จ่ายเกินกว่าจำนวนเงินที่แลกไว้ รายการจะถูกปฏิเสธ
  • ใช้จ่ายด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่แลกไว้ ไม่มีชาร์จเพิ่ม
  • มาพร้อมเทคโนโลยี Visa payWave และ Chip & PIN ลดปัญหาไม่สามารถใช้จ่ายได้ในบางประเทศที่บังคับใช้ระบบ Chip & PIN
  • ตรวจสอบรายการใช้จ่ายย้อนหลังได้สูงสุด 3 เดือน
  • สามารถซื้อขายได้ตั้งแต่ 1 หน่วย จนถึงเศษทศนิยม 2 หลัก

ข้อสังเกต

  • ใช้จ่ายได้เพียง 7 สกุลหลักตามที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้จ่ายในประเทศที่ไม่ได้ใช้ 7 สกุลเงินในบัตรได้
  • ไม่สามารถใช้กดเงินสด สอบถามยอด หรือรูดซื้อสินค้าในประเทศไทย (แต่ไม่แน่ใจว่าหากเครื่องรูดบัตรรองรับการรูดหลายสกุลเงิน จะสามารถใช้ได้หรือไม่) แต่สามารถใช้จ่ายออนไลน์ใน 7 สกุลเงินได้
  • มีค่าธรรมเนียมในการออกบัตร การกดเงินสดและสอบถามยอดเช่นเดียวกับบัตรเดบิต รวมถึงมีค่าธรรมเนียมในการขายคืนในครั้งที่ 6 เป็นต้นไป (ฟรีค่าธรรมเนียมถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2561)
  • วงเงินการกดเงินสดต่อวันเพียง 50,000 บาท และวงเงินใช้จ่ายผ่านเครื่องรูดบัตรต่อวัน 500,000 บาท แม้ว่าจะมีเงินอยู่ในบัตรมากกว่านั้นก็ตาม
  • เงินที่แลกไว้ไม่ได้รับดอกเบี้ย
  • บัตรมีอายุเพียง 2 ปี
  • การใช้งานแอพ KTB netbank ยังไม่ไหลลื่นนักเมื่อเทียบกับแอพธนาคารอื่นๆ

Krungthai Travel Card ถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ออกเป็นธนาคารแรกของไทย และยอมรับว่าไม่คาดคิดว่ากรุงไทยจะออกผลิตภัณฑ์นี้มาเป็นธนาคารแรก น่าจะเป็นธนาคารสีเขียว สีม่วง หรือสีน้ำเงินก่อนมากกว่า (แต่หากจะว่าไป กรุงไทยก็สู้ในสมรภูมิร้านรับแลกเปลี่ยนเงินใต้สนามบินเหมือนกัน ไม่เชื่อลองไปสำรวจอัตราแลกเปลี่ยนที่สาขาแอร์พอร์ตลิงก์สุวรรณภูมิได้) ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจทดแทนการถือเงินสดไปใช้จ่ายในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่รับบัตรเครดิตโดยทั่วไป ลดปัญหาเศษเหรียญที่ไม่สามารถแลกคืนได้หรือธนบัตรย่อยที่ถูกกดราคา อีกทั้งอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในขณะนี้ที่มีโปรโมชั่นออกบัตรฟรีด้วย

แต่หากต้องการนำบัตรไปใช้เพื่อกดเงินสดที่ประเทศปลายทาง ก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีมากนัก เนื่องจากยังมีค่าธรรมเนียมในการกดเงินสดเช่นเดียวกับการนำบัตรเดบิตในประเทศไปกดเงินที่ต่างประเทศอยู่

ใครมีแผนเดินทางต่างประเทศ อย่างน้อยๆ ไปรับบัตรมาก่อน ก่อนตัดสินใจใช้ในการท่องเที่ยวต่างประเทศก็ไม่เสียหายแต่อย่างใด

Tags: , ,

18 ก.ย. 17 ลองเล่น e-wallet PromptPay : ช่องทางผ่องถ่ายเงินจาก e-wallet ที่ไม่มีค่าธรรมเนียม

ตอนนี้เรื่อง e-payment กับ e-money กลายเป็นกระแสที่ตอนนี้หลายฝ่าย (โดยเฉพาะภาครัฐ) ให้ความสนใจกันมาก ไล่มาตั้งแต่ PromptPay ต่อยอดมา QR PromptPay

จนตอนนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับหน่วยงานทางการเงินอื่นๆ ประกาศว่าได้พัฒนาบริการเชื่อมโยงระบบ e-wallet เข้ากับระบบ PromptPay ตั้งแต่ 15 กันยายนที่ผ่านมา

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณในการก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด และหันมาใช้เงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น แล้วยังช่วยลดค่าธรรมเนียมในการโอนเงินเข้า-ออกจาก e-wallet ที่บางเจ้าคิดได้มหาโหดมาก

จากรายชื่อเบื้องต้น มี 10 ธนาคาร บวกกับ 2 ผู้ให้บริการ e-wallet นั่นคือ mPAY กับ TrueMoney นั่นเอง (ล่าสุดเห็นว่า DeepPocket กับ BluePay เปิดให้บริการแล้วเหมือนกัน)

คราวนี้ก็เลยอยากลองของสักหน่อยว่าการโอนเงินเข้าออกมันจะเป็นยังไง ตามประสาหนูลองยา

เบื้องต้นบริการที่เปิดก่อนนั่นคือค่ายเจ้าสัวก่อน แต่ขั้นแรกต้องลงทะเบียนที่แอพ

  • ใช้รหัสหลักบัตร 12 หลัก
  • ใส่ข้อมูลส่วนตัว
  • เซ็นชื่อ

แล้วก็ไปยืนยันตัวตนที่ตู้ทรูมันนี่ ตามนี้

ส่วนค่ายเขียวนั้น ลงทะเบียนผ่านแอพเหมือนกัน ขั้นตอนเหมือนๆ กัน แล้วไปยืนยันตัวตนที่ AIS Shop (ซึ่งยังไม่ได้ไปลอง)

และเมื่อลงทะเบียนเรียบร้อย ก็จะได้หมายเลข e-wallet 15 หลัก (ซึ่งเป็นรหัสพร้อมเพย์ด้วย) โดย 5 หลักแรกจะเป็นของแต่ละเจ้า ส่วน 10 หลักหลังคือหมายเลขโทรศัพท์ที่ผูกกับ e-wallet ซึ่งของ mPay ขึ้นต้นด้วย 11000 ส่วน TrueMoney ขึ้นด้วย 14000

truemoney

mpay e-wallet ID ของ TrueMoney และ mPAY

แน่นอนว่าเมื่อมันกลายเป็นพร้อมเพย์ ก็ย่อมมีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่ารหัสพร้อมเพย์อื่น ทั้งการโอนเงินเข้าออกแบบทันที ไม่มีค่าธรรมเนียมถ้าไม่เกิน 5,000 บาท และไม่มีขั้นต่ำ

history

โอนได้ยันหลักสตางค์!

ซึ่งจากการสำรวจพบว่าแอพบนมือถือของหลายธนาคาร มีเมนู “เติมเงินพร้อมเพย์” หรือ “เติมเงิน e-wallet” แล้ว ซึ่งก็สามารถใช้งานได้ทันที

scb

bay
bbl
kbankแต่ละแอพเริ่มอัพเดตเมนูกันแล้ว

แต่บนหน้าเว็บนี่แหละที่เป็นปัญหา!

เพราะการเติมเงินหรือโอนเงินบนหน้าเว็บ หลายธนาคารต้องเพิ่มผู้ให้บริการก่อน ซึ่งแน่นอนว่าไม่สะดวกสำหรับการโอนรายครั้ง

รวมทั้งเมนู บางธนาคารเอาไปใส่ไว้ใน “เติมเงิน” บางธนาคารใส่ใน “โอนเงิน” บางธนาคารก็ไม่มีเมนูนี้เลย!

ก็คงต้องให้เวลากันต่อไป เพราะมันเป็นแค่การเริ่มต้น

ซึ่งพอลองสรุปเป็นข้อๆ ดู ก็มีข้อน่าสนใจและข้อสังเกตเหมือนกัน

  • ตัดปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมเติมเงินเข้า e-wallet (แม้ส่วนใหญ่จะไม่คิด) และการโอนเงินออกจาก e-wallet (ซึ่งนี่แหละปัญหาใหญ่ หลายค่าคิดค่าธรรมเนียมได้โหดมาก แถมต้องรออีก)
  • แก้ปัญหาการเติมเงินเข้า e-wallet ขั้นต่ำ ซึ่งการเติมเงินผ่านธนาคารปกติหลายเจ้าต้องเติมขั้นต่ำ 100 บาท แต่พอกลายเป็นพร้อมเพย์ก็ไม่มีขั้นต่ำ โอนหลักสตางค์ยังได้เลย!
  • ในเบื้องต้นบริการนี้ยังรองรับแค่ผู้ให้บริการ 2 (+2) เจ้า รวมถึงการทำรายการผ่านธนาคารที่ยังงงๆ บ้าง ก็ต้องให้เวลาปรับตัว ซึ่งถ้าอนาคตเจ้าใหญ่ๆ เข้ามาอีก (เช่นน้องกระต่าย) ก็จะยิ่งน่าสนใจมากขึ้น
  • จะต้องดูโปรโมชั่นของบรรดา e-wallet ที่มีทั้งการจ่ายเงินคืน-แจกเงินฟรี ทั้งหลาย ว่าจะยังอยู่หรือไม่ เมื่อเงินที่แจกฟรีสามารถเอาออกจากระบบมาเป็นเงินสดได้ ซึ่งเดิมนั้นทำยากและค่าธรรมเนียมสูง
  • 2 เจ้าที่เริ่มทำก่อน เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั้งคู่ พอเปิดบริการใหม่ๆ ก็ทำให้ตัวเองดูทันสมัยและเป็นจุดขายของตัวเองได้เพิ่ม ว่าแต่ ค่ายใบพัดนี่เงียบไปเลยนะ แถมเห็นว่าเลิกบริการ e-wallet ไปเลยหนิ…

ก็ต้องดูต่อไปว่าโครงการ National e-Payment ของรัฐบาลที่ตั้งอกตั้งใจผลักดันกันจะสำเร็จได้แค่ไหน? จะพัฒนาเข้าสู่สังคมไร้เงินสดได้หรือเปล่า? และความกังวลเรื่องภาษีของหลายๆ คน (ที่ยังไม่กล้าใช้พร้อมเพย์) จะเป็นจริงไหม?

ก็ต้องดูกันต่อไปนะฮะ…

Tags:

04 ต.ค. 16 เมื่อ i-mobile 3GX ปรับปรุงระบบ หรือจะมีอะไรมากกว่านั้น?

ด่วน 3GX จะปรับปรุงระบบ 22 ต.ค. 59 ซึ่งอาจกระทบต่อการใช้งานเลขหมายของท่าน กรุณาติดต่อ 025765599

Scr000002

ข้อความนี้(เชื่อว่า)ผู้ใช้งาน i-mobile 3GX หลายๆ คนน่าจะได้รับ ซึ่งด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่น่าจะเป็นปัญหาที่ใหญ่โตพอสมควร จึงต้องมีการส่ง SMS บอกแบบนี้

เอาล่ะ ประจวบเหมาะกับที่มีปัญหาเรื่องซิมโดนตัดพอดี โทรไปถามสักหน่อย

Call Center ของ Open (อย่าลืมว่า i-mobile เปิด MVNO อยู่ 2 เจ้า คือ 3GX กับ OPEN ที่ก็ลูกผีลูกคนเหมือนกัน) บอกว่าจะมีการปรับปรุงระบบ ทำให้เบอร์เดิมไม่สามารถใช้งานได้ ดังนั้นมี 2 ทางให้เลือก

  • ใช้เบอร์เดิม ต้องย้ายค่ายสำเร็จก่อน 22 ตุลาคม
  • ใช้ 3GX ต่อ เจ้าหน้าที่จะสุ่มเบอร์มาให้เลือก โดยโอนยอดเงินไปให้ พร้อมโปรโมชั่นเดิม

เอาละสิ ใจก็อยากให้ 3GX เพราะมันเป็นเครือข่ายสำรองจริงๆ เวลาไปสถานที่ที่เครือข่ายมักเต็มบ่อยๆ เน็ตจะวิ่งฉิวมาก (ซึ่งไม่รู้เข้ายุค 4G แล้วยังมีปัญหานี้อยู่ไหม ไม่เคยไปงานคนเยอะๆ สักที) กับโปรโมชั่นที่เร้าใจเหลือเกิน

เนื่องจากเบอร์เก่าเป็นเลขตองท้ายด้วย (ซื้อซิมพร้อมเติมเงินตั้งพันนึงแหนะ) เลยขอ CC ว่าอยากได้เป็นเลขตองเหมือนเดิม แล้วก็กำหนดเลขไปให้ด้วย

ต้องรอดูผลต่อไปว่าจะได้หรือไม่ได้อย่างไร (แต่ไม่น่าจะได้หรอก เบอร์ที่ต้องการหนะ!)


แต่ว่าไป เพราะอะไรถึงใช้คำว่า “ปรับปรุงระบบ” แต่บังคับต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง ทำไมจึงไม่สามารถนำเบอร์ที่มีย้ายมาใช้งานกับระบบ(ที่อ้างว่า)ใหม่ซะเลย

  • อาจเป็นเพราะเตรียมปิด 3GX บนคลื่น TOT 2100MHz หรือไม่ แล้วไปใช้คลื่น 850MHz ของ CAT (ที่ให้บริการ OPEN) แทน
  • หรืออาจจะปรับปรุงระบบเพื่อรับกับที่ TOT ไปจับมือกับ AIS เพื่อขอโรมมิ่งแทน (TOT อาจจัดระเบียบคลื่นใหม่ และจะต้องกันไปอยู่ส่วนที่ไม่ได้โรมมิ่ง)
  • หรืออาจเป็นเพราะเบอร์โทรศัพท์นี้ไม่ได้เป็นของ i-mobile เลยต้องคืนเขาไปและขอจัดสรรใหม่ แต่เมื่อมาดูข้อมูลการจัดสรรเลขหมายของ กสทช. ณ วันที่ 11 สิงหาคม จะพบว่า

ข้อมูลจากเว็บไซต์ กสทช. 11 สิงหาคม 2559 (ข้อมูลอัพเดตสุดคลิกที่รูป)

เลขหมายของ i-mobile มีแต่หมวด 06 แต่เบอร์ที่จะเอามาให้ใหม่ยังเป็นหมวด 0893 ซึ่งจากการตรวจสอบเบอร์บางส่วนเป็นของ TOT และบางส่วนเป็นของ DTAC

แสดงว่าเบอร์ที่จะเอามาให้ใหม่ยังเป็นของ TOT เหมือนเดิม ถ้าอย่างนั้นจะต้องเปลี่ยนให้ใช้เบอร์ใหม่ทำไม

นี่ก็คงเป็นคำถามที่ไม่ทราบคำตอบต่อไป…

Tags: ,

25 พ.ค. 15 ทีวีดิจิตอลจ่ายค่าใบอนุญาตปีละเท่าไหร่ มาดูกัน!

ครบรอบ 1 ปีกว่าๆ อย่างเป็นทางการของการออกอากาศโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล (ดิจิตอล ตามการใช้ของ กสทช.)

ช่วงนี้ก็มีประเด็นร้อนๆ ของผู้ให้บริการบางเจ้าที่จะไม่จ่ายค่าใบอนุญาตที่ประมูลมาด้วยมูลค่ามหาศาลเมื่อปลายปี 2556 ที่ผ่านมา

แต่เอ๊ะ แล้วเงื่อนไขของการจ่ายค่าใบอนุญาตมันเป็นอย่างไรล่ะ? มาดูกัน

ก่อนอื่นต้องมาดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการประมูลนี้ว่าเป็นอย่างไร

ประกาศที่เกี่ยวข้องกับการประมูลนั่นคือ ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ พ.ศ. 2556 ซึ่งได้กำหนดการจ่ายเงินค่าใบอนุญาตเอาไว้เป็น 6 งวด ได้แก่

  • งวดที่ 1 ชำระ 50% ของราคาตั้งต้นประมูล และชำระ 10% ของราคาส่วนเกินราคาตั้งต้น
  • งวดที่ 2 ชำระ 30% ของราคาตั้งต้นประมูล และชำระ 10% ของราคาส่วนเกินราคาตั้งต้น
  • งวดที่ 3 ชำระ 10% ของราคาตั้งต้นประมูล และชำระ 20% ของราคาส่วนเกินราคาตั้งต้น
  • งวดที 4 ชำระ 10% ของราคาตั้งต้นประมูล และชำระ 20% ของราคาส่วนเกินราคาตั้งต้น
  • งวดที่ 5 ชำระ 20% ของราคาส่วนเกินราคาตั้งต้น
  • งวดที่ 6 ชำระ 20% ของราคาส่วนเกินราคาตั้งต้น

แต่ละงวดห่างกัน 1 ปี โดยอายุของใบอนุญาตอยู่ที่ 15 ปี (ราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

นอกจากนี้ยังมีค่าเช่าโครงข่าย (MUX) และค่าธรรมเนียมเข้ากองทุน กทปส. (ที่โดน คสช. ยึดไปเรียบร้อย แฮ่)

เอาเป็นว่า มาดูตารางรวมเลยดีกว่าว่าแต่ละช่องต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเท่าไหร่

ใครจ่ายเท่าไหร่ ดูที่นี่

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

 

ส่วนแต่ละเจ้า จะจ่ายครบตามนี้หรือไม่

มันก็แล้วแต่ผู้ประกอบการแต่ละเจ้าจะเลือกทางเดินนะครับ!

Tags:

24 ก.ย. 11 Facebook Timeline!?

หลังจากงาน f8 Facebook ก็มีของเล่นใหม่ขึ้นมากับหน้า Profile อีกแล้ว

มันก็คือ Timeline นั่นเอง

mytlfb

ตอนนี้ก็ลองมาจิ้มๆ เล่นๆ ดูล่ะ ลองไล่ประเด็นที่พอคิดได้บ้างดีกว่า

  • จากรูปแบบ Profile แบบใหม่ ที่มีรูปติดหัว 5 รูป ขนาด 100*68px (รูปแท็ก) กลายเป็น Cover ขนาด 851*315px แทน
  • ข้อมูลเก่าๆ ที่ถูกซุกเอาไว้ สามารถเข้าไปดูได้ง่ายๆ เลย (ความเกรียนเก่าๆ และความฟลัดก็จะเปิดเผยต่อสาธารณชนก็คราวนี้…)
  • การใช้จุดมาร์กเป็นสัญลักษณ์ของหัวข้อ ดูแล้วมันชวนงงๆ และสับสนดีนะ
  • เท่าที่ดูในส่วนของ Relationships ถ้าไม่ใส่วัน หรือชื่อ มันก็จะไม่ขึ้นเด่นแบบในวีดีโอนะ
  • ท่าทางต้องไปนั่งไล่ Hide from timeline กันสนุกสนานแน่ๆ
  • เพราะข้อมูลบางอย่างมันก็ไม่อยากให้คนอื่นเห็นนะ อิอิ
  • หลายคนวิจารณ์ว่ามันคือ Hi5 กลับชาติมาเกิด ในความเห็นยังคิดว่ายังไม่น่าจะถึงขนาดนั้น เพราะมันยังมีรูปแบบอะไรที่ตายตัวและเป็นผู้ใหญ่อยู่ (แต่สำหรับบางคนไม่แน่?)
  • ดูเหมือนว่า Facebook เกิดมาจากความเป็นทางการและเป็นผู้ใหญ่ ตอนนี้มันกำลังจะตายเพราะพยายามทำให้มันไม่เป็นทางการและเป็นเด็กหรือเปล่า?

นึกไม่ออกล่ะ เดี๋ยวค่อนต่อภาคสองแล้วกัน

ว่าแต่ กี่เรื่องแล้วที่มึงบอกจะต่อภาคสองแล้วไม่เคยมาต่อ???

ปล.ดูในคลิป มีภาพตั้งแต่ 1974 เอ่อ 1974 มี Facebook แล้วเหรอครับ??? (อย่าว่าแต่ Facebook เหอะ อีตาซักมันยังไม่เกิดเลย!) มันเข้าไปแก้ไขอดีตได้นี่เอง โธ่…

Tags:

25 มี.ค. 10 kasemsakk.com Minor Change

หลังจากเห็นบล็อกคนอื่นเขามีลูกเล่นใหม่ๆ เพียบเลย

เว็บเราก็ต้องมีการปรับปรุงกันบ้าง เดี๋ยวจะตกรถไฟกัน?

  • ทางด้าน Sidebar เอา Twitter Widget มาติดแทนที่ตัวเก่าที่เป็นส่วนเสริมของปลั๊กอิน

    Untitled

  • เปลี่ยนระบบคอมเมนต์ จากเดิมที่ใช้ระบบของ WordPress เอง ก็เปลี่ยนมาเป็นของ Disqus 

    Untitled2

    ทำให้ถ้าคุณใช้บริการของ Disqus อยู่แล้ว ก็สามารถล็อกอินเข้าระบบได้ทันที ทำให้สามารถติดตามคอมเมนต์ได้ง่ายขึ้น

ส่วนด้านเนื้อหา ก็จะพยายามมาอัพให้มากขึ้น (บางเรื่องมีอารมณ์เกิดขึ้น แต่ก็ทำแค่ทวีตไป ทั้งๆ ที่สามารถอัพเป็นเรื่องได้)

หรือว่าอายุมากขึ้น อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป (แต่เรื่องปากหมายังน่าจะคงเดิมนะ)

อ่อ มีอีกอย่าง ติดตามเรื่องราวในบล็อกนี้จาก Facebook ก็ได้นะจ๊ะ

อย่าลืมติดตามล่ะคะ!

ปล.ตกลงกูจะเป็นชายหรือหญิงดีเนี่ย?

Tags: , , ,

29 ธ.ค. 09 ย้ายบ้านแล้วจ้า…

หลังจากที่อยู่บ้านหลังเดิม (openfreehost) มาเกือบจะครบปีแล้ว ก็รู้สึกว่าต้องมีการขยับขยายอะไรบ้างแล้ว (ทั้งๆ ที่บล็อกก็สุดแสนเงียบเหงาอยู่แล้วนี่หว่า…)

ก็เลยจะทำการหาบ้านใหม่ จนสุดท้ายก็มาอยู่ที่ tangmohosting ด้วยสัญญา 2 ปี

กว่าจะเซ็ตค่าอะไรเรียบร้อยก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน

  • ตอนแรก เขาเปิดบัญชีมาให้ แต่ไม่รู้เป็นอะไร ไม่สามารถ FTP เข้าไปได้ (เข้าไปแต่ไม่ขึ้น List ให้)
  • จนเขาสร้างบัญชีใหม่มาให้ ก็โอเค แต่เวลาที่จะย้ายก็ยังไม่มี
  • จนวันนี้ ได้ฤกษ์ย้ายของเข้าบ้านใหม่ เล่นเอาเหนื่อย กว่าจะเซ็ตค่าอะไรได้
  • แต่สุดท้าย ก็สำเร็จ

หวังว่าคราวนี้บ้านใหม่คงจะไม่มีปัญหาอะไรนะจ๊ะ…

Tags: , ,

24 ธ.ค. 09 อัพเดตบล็อก เล็กๆ น้อยๆ

หลังจากที่ไม่ได้พร่ำเพ้อมาพอสมควร งวดนี้ก็เป็นโอกาสดีที่จะบอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงในบล็อกเล็กน้อย

เริ่มเลยดีกว่า เดี๋ยวลืม

  • เวอร์ชั่นของ WordPress อัพเป็น 2.9 ภาษาไทย เรียบร้อย

  • เปลี่ยนผู้ให้บริการ Domain จาก Yahoo! (ที่สู้ค่าบริการไม่ไหว) เป็น Dotsiam เรียบร้อยใช้เวลาในการย้ายโดเมนแค่ 4 วันเองนะเธอว์ (ทำเรื่องวันเสาร์ เสร็จวันพุธ)

โครงการต่อไป ก็คงจะทำการย้ายโฮสด้วย แต่จะเป็นที่ไหนก็อีกเรื่องนึง?

แล้วเรื่องที่จะมาประกาศให้ทราบก็มีเพียงเท่านี้?โปรดอ่านอีกรอบหนึ่ง

Tags: , ,

09 ก.ย. 09 เมื่อเมมโมรีการ์ดเจ๊ง!

เมื่อกี๊กำลังนั่งเซ็งๆ กับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี๊

คือกำลังจะเอา SD Card ที่ถ่ายรูปไว้ร่วมๆ 500 รูป (ตั้งแต่ตอนไปกรุงเทพฯ) มาลงเครื่อง

ก็ใช้วิธีปกติอย่างที่เคยทำตลอด คือ Cut/Paste

ปรากฏว่าเห็นมันใช้เวลานานเกินไป เลยคิดว่า End Task สักหน่อยเหอะ เหมือนเครื่องมันจะค้างด้วย พอ End Task ปุ๊บ งานเข้าเลยครับพี่น้อง

เมมการ์ดขึ้น ?การ์ดบกพร่อง? เอาใส่คอมก็ไม่เจอ พอฟอร์แมตก็เหลือขนาดแค่ 1.4 GB หายไปไหนก็ไม่รู้?

รูปที่ถ่ายที่กรุงเทพฯ ตอนไปแข่งเพชรยอดมงกุฎ,รูปที่พี่ถ่ายมา,รูปที่ถ่ายวันไปทัศนศึกษาในมข. หายเรียบ!!! (ยังดีที่ก่อนหน้านี้ใช้โปรแกรมกู้รูปในเมมมาได้หน่อยนึง กับกูรอบนี้ได้คืนมา นิดนึง)

เหตุการณ์นี้ทำให้ได้บทเรียนหลายอย่างเลยครับ เช่น

  • อย่าไว้ใจแฟลชเมมโมรีมากเกินไป
  • จะทำอะไรก็รีบๆ ทำ อย่าดินพอกหางหมู
  • รอให้การ์ดอ่านเสร็จก่อนจะปิดหรือสั่ง End Task
  • ควรใช้คำสั่ง Copy/Paste แทน Cut/Paste ในการ์ดนำรูปลงคอมพิวเตอร์
  • ควรใจเย็นกับคอมเห่ยๆ เต่าๆ อย่าใจร้อน
  • ฯลฯ (นึกไม่ออก)

สุดท้าย เอาภาพไอ้ตัวแสบให้ดูก่อน ก่อนที่จะได้หักทิ้ง (หักทำไมวะ ประกันยังมี ลองเอาไปเคลม ถ้าไม่ได้ค่อยหักแม่งเลย!)

IMG_2308

21 ก.ค. 09 อานตี้ แอนส์ แจกเพรทเซลฟรี! (กับเมล์ที่ดูแปลกๆ)

เมื่อวานได้เมล์ที่ส่งมาจากพนักงานของ CRG (ที่คงจะส่งมาให้สมาชิกร้านอานตี้ แอนส์ ละมั้ง) มาว่าอย่างนี้ครับantieanns
ก็แจ้งให้ทราบนะครับ ว่าวันที่ 25 กรกฎา สิบโมงถึงบ่ายสอง

อานตี้ แอนส์จะมีการแจกเพรทเซล (ออริจินอล กับสโนว์เพรทเซล) ฟรีทุกสาขา (ยกเว้นตามที่เขียน) นะครับ

ก็ลองคิดดูแล้วกัน ว่ามันจะคุ้มหรือเปล่า แต่ถ้าได้ไปห้างไหน ก็ลองแวะไปดูได้นะครับ

——————————————-

แต่ดูจากเมล์ที่ส่งมาให้แล้ว ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องใช้รูปภาพ มีวิ้งๆ มากมาย จนดูไม่เหมือนเมล์ที่ส่งมาจากบริษัท

หรือจะบอกว่า ต้องการสร้างความเป็นกันเองกับลูกค้า

แต่ผมว่า ทำเมล์อย่างนี้ มันดูไม่น่าเชื่อถือนะครับ?

Tags: , , , ,

Creative Commons License บล็อกส่วนตัว เรื่องส่วนตัว บนโลกส่วนตัว ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.